ประตูใหญ่หนักอึ้งปิดลงอย่างแรง
“ท่านน้าน้อย!”
เวินชิงเมี่ยวหลบแทบไม่ทัน ถูกประตูกระแทกเข้าที่จมูก
นางถอยหลังไปสองก้าวโดยไม่รู้ตัว พลันข้อเท้าพลิก หงายก้นลงนั่งกับพื้น เจ็บแปลบไปทั้งข้อเท้าและมือ
“เจ็บจัง……”
เมื่อรู้สึกถึงความเจ็บแหลมคมที่ข้อเท้า และฝ่ามือที่ถลอกจนเลือดซึม เวินชิงเมี่ยวก็ก้มหน้า น้ำตาหยดแหมะ ๆ ลงบนพื้น
นางนั่งจ้องเท้าของตนอยู่บนพื้นครู่ใหญ่ นับว่าคราวนี้หาได้โวยวายขึ้นมาไม่
นางเงียบงัน เช็ดน้ำตาแล้วกะเผลกเดินย้อนกลับไปตามทางเดิม แผ่นหลังเล็ก ๆ หายลับไปในฝูงชนอย่างรวดเร็ว
เวินซานจินหยุดฝีเท้า มองดูเหตุการณ์ทั้งหมดตั้งแต่ต้นจนจบ คนที่ตามหลังนางมาย่อมเห็นเช่นกัน
“โธ่ ดูเสื้อผ้าของเด็กคนนั้นสิ คงเป็นคุณหนูจากตระกูลใหญ่กระมัง เหตุใดถึงไม่มีบ่าวไพร่ติดตามมาสักคน?”
“เป็นท่านน้าประสาอะไร เด็กมาถึงแล้ว ยังไล่คนออกจากบ้านอีก!”
“บางทีแม่ของคุณหนูคนนั้นอาจถูกหย่า ท่านน้าจึงไม่อยากให้นางเข้าบ้านกระมัง เฮ้อ ตระกูลใหญ่ก็เป็นเช่นนี้เหมือนกันสินะ……”
เวินซานจินเรียกมั่วอวี้ มั่วอวี้พยักหน้า ก่อนแอบตามเวินชิงเมี่ยวไปอย่างเงียบเชียบ
ชายสวมเสื้อคลุมยาวสีเทาเงินยืนอยู่ข้างเวินซานจิน หัวใจที่เดิมทีไม่ได้คาดหวังอะไร เริ่มเต้นแรงตั้งแต่ก้าวเข้าสู่หลานเหรียนฝาง
ก่อนหน้านี้ตอนเขาได้ยินเวินซานจินพูดถึงหลานเหรียนฝาง เขาไม่ได้รู้สึกอะไร ทว่าพอมาถึงที่นี่จึงพบว่า ที่แห่งนี้คือสถานที่ซึ่งน้องสาวของเขาเคยพลัดหลง เพียงแต่เมื่อหลายสิบปีก่อน ที่นี่มีชื่อว่าชิงสุ่ยฟาง!
“ท่านปรมาจารย์น้อย” เขาเปลี่ยนคำเรียก แล้วอดเร่งรัดไม่ได้ “น้องสาวของข้าอยู่ที่ใด รีบพาข้าไปเถิด!”
ผู้คนที่ตามมาดูเรื่องสนุกข้างหลังไม่ได้สังเกตเห็นท่าทีที่เปลี่ยนไปของเขา พวกเขาเพียงเดินตามมาแต่ไกล เดินมาตั้งนานแล้วยังไม่เห็นสิ่งที่อยากเห็น จึงเริ่มหมดความอดทน
“ใช่แล้ว อย่ามัวเสียเวลาเลย”
“แม่หนูผอมดำคนนี้จะทำนายไม่เป็นหรือเปล่า ถึงได้พาพวกเราเดินเตร่ไปทั่วเมืองหลวง!”
“ข้าว่าก็ใช่……”
เวินซานจินไม่ได้โต้แย้ง ทั้งไม่ได้พาคนเดินต่อไป หากแต่ชี้ไปยังเรือนที่อยู่ข้างบ้านเดิมของนางหลิว
