ย้อนกลับไปหลังจากนางหลิวจากไป
บางทีอาจเป็นเพราะคำพูดของนางหลิว เวินเซี่ยวชิงจึงเอาแต่นึกถึงเวินชิงจือในวัยเยาว์
จวนหย่งกั๋วของพวกเขาสืบทอดบรรดาศักดิ์มาแต่บรรพบุรุษ ทว่าถ่ายทอดต่อกันมาหลายชั่วอายุคน จนบัดนี้กลายเป็นเพียงตระกูลชั้นปลายในหมู่ผู้มีอำนาจแห่งเมืองหลวง
ประกอบกับหลายชั่วอายุคนมานี้ไม่มีทายาทผู้มีความสามารถปรากฏขึ้นอีก ฐานะในเมืองหลวงจึงยิ่งเสื่อมถอยลงทุกที
เดิมทีคิดว่าจวนหย่งกั๋วของพวกเขาคงต้องใช้ชีวิตอย่างระมัดระวังเช่นนี้ไปตลอด ใครจะคิดว่าคุณหนูสามแห่งจวนหย่งกั๋วอย่างเวินชิงจือจะได้รับเลือกจากกั๋วซือให้เป็นศิษย์ ทะยานขึ้นสู่เบื้องบนในก้าวเดียว
นับแต่บุตรสาวผู้นี้ได้เป็นศิษย์ของกั๋วซือ ความสัมพันธ์ระหว่างจวนหย่งกั๋วกับตระกูลผู้มีอำนาจอื่น ๆ ในเมืองหลวงก็ใกล้ชิดกันขึ้นทันตา
แม้แต่การปฏิบัติต่อเขาในฐานะกงหย่งกั๋วท่ามกลางเหล่าผู้มีอำนาจ ก็เปลี่ยนแปลงไปอย่างพลิกฟ้าคว่ำดิน
ก่อนหน้านี้ในราชสำนัก เขาเป็นเพียงขุนนางเล็ก ๆ ที่ไร้อำนาจ แม้จะมีบรรดาศักดิ์ติดตัว แต่ก็ถูกเหล่าขุนนางผู้มีอำนาจกีดกันออกจากวงเสมอ ทว่าหลังบุตรสาวได้เป็นศิษย์ของกั๋วซือ ขุนนางเหล่านั้นกลับเป็นฝ่ายเข้ามาพูดคุยกับเขาก่อน
การเปลี่ยนแปลงในเรือนหลังยิ่งใหญ่กว่านั้นนัก แต่ก่อนทุกคนต่างรู้ว่าจวนหย่งกั๋วของพวกเขาเป็นตระกูลตกอับ จัดงานเลี้ยงแต่ละครั้งก็แทบไม่มีใครยอมมาให้เกียรติ ทว่าหลังบุตรสาวได้เป็นศิษย์ของกั๋วซือ เมื่อจัดงานเลี้ยงอีกครั้ง ธรณีประตูจวนแทบถูกเหยียบจนพัง
เวินเซี่ยวชิงคิดไปพลาง เดินเอื่อย ๆ ไปจนถึงเรือนของนางไป๋ เมื่อเห็นเรือนเล็กตรงหน้า ความเสียใจก็เอ่อท้นขึ้นมาในใจ
แม้นางไป๋จะเป็นคนที่เขาตัดใจไม่ได้มาตลอดหลายปี แต่เพราะอนุคนหนึ่งจนทำให้บิดากับบุตรสาวอย่างเวินชิงจือหมางใจกัน...ดูจะไม่คุ้มค่าเลยจริง ๆ
เมื่อคิดเช่นนี้ ความกังวลบนใบหน้าก็แปรเปลี่ยนเป็นความขุ่นเคือง เขาก้าวยาว ๆ เข้าไปในเรือนของนางไป๋ ใบหน้าเย็นเยียบราวปกคลุมด้วยน้ำค้างแข็ง
