ชายวัยกลางคนที่เมามายมองติงฉิงวิ่งไล่ตามหมาพันธุ์ทางไปไกลหลายสิบเมตร แล้วก็ยังหัวเราะเยาะอยู่ตรงนั้น
“โคตรตลกเลย ดูเผิน ๆ ก็เป็นหนุ่มหน้าตาดีแท้ ๆ แต่ดันเลี้ยงหมาบ้าน ๆ แบบนี้!”
ชายวัยกลางคนร่างผอมเตี้ยที่มาด้วยกันเหลือบมองติงฉิงซึ่งค่อย ๆ วิ่งห่างออกไป ก่อนจะพูดอย่างดูแคลน
“นายยังจะมัวมองเขาอยู่ทำไม? ยังดูไม่ออกอีกเหรอ? ไอ้หนุ่มนั่นมันกินแล้วชักดาบไปแล้ว เถ้าแก่!”
เถ้าแก่ที่ยืนดูเรื่องสนุกอยู่ก็เป็นหนุ่มอายุยังน้อยเหมือนกัน คราวนี้เขาถึงเพิ่งได้สติแล้วร้องลั่น “เชี่ย! ที่แท้หมอนี่ก็กินแล้วชักดาบนี่เอง ซวยแล้ว ๆ มื้อนี้มันกินไปไม่น้อย อย่างน้อยก็สองร้อยห้าสิบ วันนี้ฉันทำงานฟรีอีกคืนแล้ว!”
เป็นอย่างที่คิด ติงฉิงวิ่งไล่ตามหมาจนพ้นหัวมุมถนนไปแล้ว เถ้าแก่หนุ่มก็อยากวิ่งตามไปเหมือนกัน แต่กลัวว่าถ้าตัวเองออกไปไล่ติงฉิง ลูกค้าคนอื่น ๆ จะพากันหนีโดยไม่จ่ายเงิน แบบนั้นคืนนี้คงขาดทุนยับแน่
ถึงจะโมโหอยู่ในใจ แต่เขาก็ไม่ได้วิ่งตามไป
ชายวัยกลางคนอายุสามสิบกว่า ๆ พลันนึกขึ้นได้ว่าตัวเองให้เงินติงฉิงไป 100 หยวนเพื่อจะซื้อหมา แต่หมอนั่นไม่ยอมขายหมาให้ กลับคว้าเงินของเขาหนีไปด้วย
“เฮ้ย! เงินฉัน 100 หยวน ไอ้เวรนั่นเอาไปแล้ว ฉันจะตามมันไป! จะขับรถตามไปให้ทัน ถ้าจับได้เมื่อไหร่ พ่อจะอัดให้ตายเลย!”
ผู้หญิงปากจัดคนเดิมได้ยินชายคนนั้นบอกว่าเสียเงินไป 100 หยวน ก็หัวเราะออกมา
“ฉันบอกแล้วไงต้าสง นายมันโง่จริง ๆ คิดว่าเขาจะขายหมาให้หรือไง? ถึงหมอนั่นจะดูจนชัด ๆ แต่กับหมาตัวนั้นคงรักกันมาก นายไม่เห็นเหรอว่าเขาดื่มเหล้าไป ป้อนเนื้อให้หมาไปด้วย!
ไม่ต้องตามแล้ว กลับมานั่งกินข้าวเถอะ แค่ 100 หยวนเอง คิดซะว่าเอาไปล้างเท้าที่ร้านนวดเท้าก็แล้วกัน!”
ติงฉิงวิ่งพ้นหัวมุมถนนไปจนมองไม่เห็นร้านอาหารริมทางแล้ว ถึงหยุดยืนพิงกำแพง หอบหายใจแรง
ตอนนั้นอาหวงก็หยุดวิ่งแล้ว มายืนอยู่ข้าง ๆ เป็นเพื่อนเขา
“อาหวง ทำไมเราสองคนถึงตกต่ำจนต้องกินแล้วชักดาบแบบนี้วะ!”
อาหวงแกว่งหาง มองเจ้าของด้วยดวงตาเป็นประกาย
ติงฉิงย่อตัวลง ลูบหัวหมาแล้วแนบเข้ากับใบหน้าตัวเอง
จู่ ๆ ติงฉิงก็นึกขึ้นได้ว่าเขาใช้ดวงตาทิพย์มองเห็นปืนอยู่ในมือชายคนนั้น แต่ก็ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายเป็นใคร ควรแจ้งตำรวจให้มาตรวจสอบดีไหม
แต่คิดไปคิดมา เขาก็ช่างมันดีกว่า ใครจะไปรู้ว่าอีกฝ่ายเป็นคนแบบไหน ถ้าไม่ใช่คนร้าย เขาก็จะกลายเป็นคนแจ้งความเท็จ
เขาลุกขึ้น หยิบสายจูงหมาออกมาจากเสื้อ แล้วคล้องให้อาหวงอีกครั้ง มือหนึ่งจูงมันเดินเอื่อย ๆ ไปตามถนน
ตอนนี้เขามีดวงตาทิพย์แล้ว แต่กลับไม่เห็นว่ามันจะมีประโยชน์อะไรกับตัวเองเลย
ในนิยาย คนที่มีดวงตาทิพย์ต่างก็ร่ำรวยกันทั้งนั้น ทำไมชีวิตเขาถึงได้ซวยขนาดนี้ ต้องกินแล้วชักดาบ แถมยังฉวยเงินคนอื่นมา 100 หยวน หนีหัวซุกหัวซุนเหมือนหมาจนตรอกอีกต่างหาก
คนอื่นที่มีดวงตาทิพย์ไม่ไปช่วยคนรักษาโรค ก็ไปพนันหินหยก แล้วทำไมเขาถึงไม่มีโอกาสแบบนั้นบ้างนะ?
เมืองที่เขาอยู่ยังไม่มีตลาดซื้อขายหินหยกดิบ ถ้าอยากพนันหินหยกก็ต้องไปเมืองใหญ่
อีกอย่าง เขาก็ยังไม่รู้ว่าดวงตาทิพย์ของตัวเองจะมองทะลุเนื้อในของหินหยกดิบได้ไหม ตอนนี้เขามองทะลุได้แค่เสื้อผ้าที่คนอื่นใส่เท่านั้น
ดูท่าเขายังไม่รู้เลยว่าดวงตาทิพย์จะมองทะลุได้หนาแค่ไหน ค่อย ๆ ทดลองไปแล้วกัน ตอนนี้รีบกลับบ้านไปนอนก่อนดีกว่า
พอกลับถึงบ้าน เขาก็ล้มตัวลงนอนทันที อาหวงเดินไปหาที่นอนของมัน แล้วขดตัวหลับตามไป
ติงฉิงหลับยาวจนถึงเก้าโมงเช้าของวันถัดมา พอลืมตาเห็นว่าเก้าโมงแล้ว เขาก็รีบลุกจากเตียง ไปบ้วนปากในห้องน้ำ แล้วจัดผมหน้ากระจก
ตอนนี้เขาดึงผ้าก๊อซบนหน้าผากออกแล้ว พอมองดูก็พบว่าไม่มีแม้แต่รอยแผลเป็น
เขาประหลาดใจมาก ทั้งที่หน้าผากเหนือดวงตาซ้ายเคยกระแทกจนเป็นแผลลึก แล้วทำไมตอนนี้ถึงไม่มีแม้แต่รอยแผลเป็น? เขายังจำได้ว่าตอนนั้นแผลต้องเย็บตั้งสิบกว่าเข็ม อย่างน้อยก็น่าจะมีรอยเหลืออยู่บ้าง แต่นี่กลับไม่เหลืออะไรเลย
เรื่องนี้แปลกจริง ๆ ถึงเขาจะรู้ว่าดวงตาทิพย์ของตัวเองต้องเกิดจากอุบัติเหตุรถชนครั้งนั้น แต่ยังไงก็น่าจะมีบาดแผลสักแห่งสิ ทำไมถึงไม่มีเลย?
หรือเหตุการณ์ที่เขาถูกรถชนทั้งหมดเป็นแค่ภาพลวงตา แล้วเมื่อคืนเขาฝันไปเอง?
ขณะที่กำลังจ้องมองอยู่นั้น จู่ ๆ เขาก็เห็นภาพที่ทำเอาเลือดกำเดาแทบไหล
หญิงสาวสวยวัยยี่สิบกว่า ๆ คนหนึ่งกำลังหวีผมลอนใหญ่ สวมชุดนอนตัวหลวม เผยให้เห็นเนินอกขาวผ่อง เธอกำลังส่องกระจกอยู่เช่นกัน และดวงตาทั้งคู่ก็จ้องมาทางเขา
ติงฉิงตกใจจนรีบถอยหลัง กลัวว่าอีกฝ่ายจะหาว่าเขาแอบมอง
เขาอ้าปากคิดจะอธิบายอะไรสักอย่าง แต่แล้วก็เพิ่งนึกได้ว่าเธอเป็นเพื่อนบ้านห้องตรงข้าม ห้องน้ำของบ้านทั้งสองเชื่อมติดกัน
เขาเห็นสาวสวยคนนั้นหวีผมหน้ากระจกในห้องน้ำ แล้วเดินจากไป โดยไม่รู้เลยว่าติงฉิงแอบมองเรือนร่างวาบหวิวของเธออยู่
ติงฉิงตบอกเบา ๆ ก่อนจะถอนหายใจโล่งอก ที่แท้ดวงตาทิพย์ของเขามองทะลุกำแพงได้ด้วย แบบนี้ก็ยิ่งทำให้เขามั่นใจในพลังของตัวเองขึ้นอีกหน่อย
เขาหันกลับไปมองห้องนั่งเล่น เห็นอาหวงกำลังหมอบอยู่บนพื้น
ติงฉิงยิ้มอย่างพอใจ ถ้าดวงตาทิพย์ของเขามีประโยชน์ขนาดนี้ ชีวิตของเขากับอาหวงต่อจากนี้คงสบายขึ้นเยอะ
แต่ตอนนี้เรื่องสำคัญที่สุดคืออะไร? หาเงินซื้อข้าวกินไงล่ะ ตอนนี้เขาไม่มีเงินจริง ๆ เหลือแค่ 100 หยวนที่ฉวยมาเมื่อคืน
วันนี้ออกไปแล้วจะหาเงินด้วยวิธีไหนดีนะ?
ขายหุ้นที่มีอยู่ดีไหม?
แต่จู่ ๆ เขาก็นึกได้ว่าวันนี้เป็นวันเสาร์ ขายหุ้นไม่ได้ อีกอย่างหุ้นของเขาตอนนี้มีมูลค่าอย่างมากแค่ 20,000 หยวน นี่คือทรัพย์สินทั้งหมดที่เขามี
ถ้าขายตอนนี้ อย่างน้อยก็ต้องขาดทุนไป 30,000 หยวน เขาก็ยังทำใจไม่ได้ หรือว่าเขาจะดวงซวยเรื่องเล่นหุ้นขนาดนั้นจริง ๆ?
ลงทุนไปทั้งหมด 50,000 หยวน ขาดทุนไป 30,000 หยวน แค่พูดออกไปก็โดนคนหัวเราะเยาะจนฟันร่วงแล้ว
ช่างเถอะ ถือหุ้นต่อไปก็แล้วกัน เขาไม่เชื่อหรอกว่าเงิน 50,000 หยวนจะต้องขาดทุนไปตลอด รอไปอีกสักสิบปีแปดปี อย่างน้อยก็ต้องได้ทุนคืนบ้างแหละ
เขาจูงอาหวงออกจากบ้าน เตรียมไปกินบะหมี่ริมถนนสักชาม
ระหว่างทางที่เดินผ่านร้านขายลอตเตอรี่ จู่ ๆ ติงฉิงก็นึกขึ้นได้ว่าเขาควรลองดูไหมว่าตัวเองมองทะลุลอตเตอรี่ได้หรือเปล่า ถ้าทำได้ เขาจะใช้เงิน 100 หยวนนี้หาเงินก้อนเล็ก ๆ ได้ไหมนะ?
เขาจึงเดินเข้าไปในร้าน เจ้าของร้านเป็นสาวร่างท้วมคนหนึ่ง อายุประมาณยี่สิบกว่า ๆ
ดูเหมือนสาวคนนี้จะรู้จักติงฉิง เพราะเขาเดินผ่านแถวนี้อยู่เป็นประจำ เธอเลยจำเขาได้ แต่เขายังไม่รู้จักเธอ
“เฮ้ หนุ่มหล่อ สนใจลองเสี่ยงโชคไหม?”
ตอนนี้เพิ่งเก้าโมงกว่า ๆ ลูกค้าประจำที่มาเล่นลอตเตอรี่ยังไม่ค่อยมี สาวเจ้าของร้านจึงทักทายติงฉิงอย่างกระตือรือร้น
ติงฉิงไม่ค่อยได้เล่นลอตเตอรี่ เขาไม่มีเงินเล่นด้วยซ้ำ แต่ก็พอรู้วิธีเล่นอยู่บ้าง
เขารู้ว่าถ้าอยากได้เงินเร็ว ก็ต้องซื้อสลากขูด
เขาหยิบสลากขูดราคา 5 หยวนขึ้นมาใบหนึ่งแล้วมองดู
เขามีเงินทุนน้อยเกินไป ต่อให้เป็นสลากราคา 5 หยวน ก็ซื้อได้มากที่สุดแค่ 20 ใบ
สลากขูดมีทั้งราคา 5 หยวน 10 หยวน หรือแม้แต่ 50 หยวน
ยิ่งราคาสูง โอกาสถูกรางวัลก็ยิ่งมาก แต่เขามีเงินทุนน้อยเกินไป จึงเล่นได้แค่แบบราคา 5 หยวน
เขาเปิดใช้ดวงตาทิพย์ ไล่ดูสลากขูดทั้งกล่องไปมา แต่พอตรวจดูจนหมดกล่อง กลับพบว่ามีเพียงใบเดียวเท่านั้นที่ถูกรางวัล 500 หยวน!
