กลับถึงฐานที่มั่น พวกเขาคืนยานเหินและเข้าสู่ขั้นตอนตรวจนับสิ่งของที่ใช้ไป
อู่เยว่แอบย่องไปหลบอยู่หลังเสิ่นเชว๋ เสิ่นเชว๋เหลือบมองเธอ “อู่...”
อู่เยว่กระตุกชายเสื้อด้านหลังของเขาแรง ๆ แล้วกระซิบว่า “หัวหน้าทีม เบาเสียงหน่อย! บังฉันไว้!”
“จะบังเธอทำไม?”
อู่เยว่กระทืบเท้า “เดี๋ยวรองหัวหน้าทีมมาก็ต้องถามแน่ว่ากระสุนปืนใหญ่หายไปไหน!”
“งั้นกระสุนปืนใหญ่หายไปไหนล่ะ?”
อู่เยว่ “ถามฉันแล้วนายไม่...”
อู่เยว่หันขวับไป เห็นสายตาของเจี้ยนสุยอวี้ทอดลงมา ร่างทั้งร่างพลันแข็งทื่อ
เธอก้มหน้าหงอย “ฉันใช้ไปแล้ว”
อู๋ฉงช่วยพูดสนับสนุนอยู่ข้าง ๆ “ใช่ ๆ พวกเราใช้ไปแล้ว เอาไปจัดการโจรเร่ร่อนน่ะ!”
เจี้ยนสุยอวี้ถามว่า “แล้วได้อะไรกลับมาบ้าง?”
อู๋ฉงขยิบตาให้อู่เยว่ “ไม่ได้อะไรเลย ฆ่าพวกมันหมดแล้ว เพราะงั้นพวกเราสามคนหารค่าเสียหายครั้งนี้เท่า ๆ กัน!”
อู่เยว่กำลังจะพูด ก็ได้ยินเสิ่นเชว๋ชิงเอ่ยขึ้นก่อน “อืม ค่าใช้จ่ายสำหรับกระสุนปืนใหญ่ลูกนี้พวกเราสามคนหารกัน”
เสิ่นเชว๋รู้สึกว่าชายเสื้อด้านหลังถูกกระตุกอีกครั้ง จึงเอียงคอถาม “มีอะไร?”
ดวงตาของอู่เยว่กลายเป็นไข่ดาว “ฮือ หัวหน้าทีม จากนี้ไปนายก็คือ...”
เสิ่นเชว๋รีบปิดหู “ฉันไม่ฟัง!”
เขายังหนุ่มอยู่เลย จะมีลูกสาวโตขนาดนี้ได้ยังไง
เจี้ยนสุยอวี้ไม่คิดเลยว่าเจ้าทึ่มสามคนนี้ออกไปข้างนอกแล้วยังจะเจอโจรเร่ร่อนมาส่งหัวถึงที่
“ฉันได้ยินอู๋ฉงเล่าว่า พวกโจรเร่ร่อนที่พวกเธอกวาดล้างเรียกว่าหลงถู
