ที่แท้...ก็หลอกง่ายจริง ๆ
เย่เฉินไม่ได้เงยหน้า เพียงกินอาหารที่หนีเซวียนคีบให้ด้วยมือตนเอง ความตื่นเต้นที่ผุดขึ้นในใจแผดเผาสติอันเหลือน้อยนิดของเขา
เมื่อเทียบกับอาหารจืดชืดไร้รสชาติเหล่านี้แล้ว สิ่งที่เขาต้องการยิ่งกว่าคือ...
“ฮูหยินก็ทานด้วยเถิด”
เสียงของเย่เฉินสั่นเล็กน้อย มือก็สั่นเช่นกัน แต่เขายังคีบอาหารใส่จานตรงหน้าหนีเซวียน
แววลำบากใจวาบผ่านดวงตาของหนีเซวียน เขาไม่ได้เปลี่ยนไปใช้ตะเกียบกลาง แต่ใช้ตะเกียบที่ตนเองเพิ่งใช้คีบอาหาร
เมื่อสบเข้ากับแววตาคาดหวังของเย่เฉิน...ก็น่าสงสารอยู่เหมือนกัน
หนีเซวียนฝืนใจคีบอาหารเข้าปากคำเล็ก ๆ แล้วกลืนลงไป
เย่เฉินหันหน้าไปอีกทาง ร่างสั่นเทา ราวกับกำลังข่มกลั้นบางอย่างอยู่
หนีเซวียนถอนหายใจเงียบ ๆ ก่อนยกมือรินน้ำแกงใส่ถ้วย แล้วยื่นไปตรงหน้าเขา
……
“ฝ่าบาท เหตุใดจึงรีบร้อนลงมือกับซือถูเจิงเช่นนี้พ่ะย่ะค่ะ? ก่อนหน้านี้พระองค์ทรงสุขุมเยือกเย็นมาโดยตลอด เหตุใดจึง...”
เจียงฮ่าวคุกเข่าอยู่บนพื้น เขาเองก็แค้นซือถูเจิง แต่ยิ่งรู้ดีว่าอีกฝ่ายหยั่งรากมานานหลายปี ไม่รู้ว่ามีไพ่ตายอยู่ในมือมากมายเพียงใด จำต้องค่อย ๆ กัดกร่อนอำนาจ ไม่ใช่เร่งรัดให้สำเร็จในคราวเดียว
“วิธีนี้ไม่หยาบเกินไปหรือพ่ะย่ะค่ะ เกรงว่าจะทำให้งูตื่นเสียก่อน”
ก่อนหน้านี้ฝ่าบาททรงสุขุมเยือกเย็นมาโดยตลอด แต่ไม่รู้เพราะเหตุใดจึงเปลี่ยนพระทัยกะทันหัน เริ่มจากใช้แผนล่อซือถูเจิงออกจากเมืองหลวง บัดนี้ยังคิดส่งคนไปลอบสังหาร วิธีการหยาบกระด้างจนไม่เหมือนพระองค์ในอดีต
เย่เฉินเอนกายพิงบัลลังก์มังกร ท่าทางเกียจคร้านตามใจตน เขากัดลูกท้อคำหนึ่งแล้วหรี่ตาลง ขณะที่เจียงฮ่าวกำลังคิดว่าพระองค์จะตรัสวาจาลึกซึ้งบางอย่าง เย่เฉินกลับหันไปสั่งหวังผิงที่ยืนอยู่ข้าง ๆ
