หนีเซวียนกำลังจะให้ทั้งสองคนกลับไป ก็มีคนจากในวังมาถึง เป็นขันทีสองคนนั้นอีกแล้ว หลังทักทายตามมารยาทกันเรียบร้อย ขันทีทั้งสองจึงแจ้งจุดประสงค์ที่มา
ซือถูจิ้งป่วยอีกแล้ว ถึงขั้นลุกจากเตียงไม่ไหว ทั้งยังเอาแต่พร่ำว่ามีคนจะทำร้ายนาง สติสัมปชัญญะก็ไม่ค่อยแจ่มชัดนัก
ทางวังจึงส่งคนมาเชิญหนีเซวียนผู้เป็นมารดาเข้าวังไปอยู่เป็นเพื่อนนาง
หนีเซวียนรู้สึกขัดใจอยู่บ้างที่ต้องเข้าวัง อีกอย่าง เมื่อซือถูจิ้งเห็นนาง อาการป่วยอาจไม่ได้ดีขึ้นก็ได้
แต่ตอนนี้ซือถูเจิงไม่อยู่ในจวน คนที่ตัดสินใจได้มีเพียงนาง ต่อให้นางกับซือถูจิ้งไม่ลงรอยกัน อย่างไรก็ยังไม่เคยแสดงออกมาอย่างเปิดเผย
หนีเซวียนอ้างว่าจะขอจัดการธุระสักเล็กน้อย ให้ขันทีทั้งสองไปก่อน แล้วตนจะตามเข้าวังไปทีหลัง
“คุณหนูใหญ่ผู้นี้ช่างพูดจาเรื่องมากเสียจริง ตอนอยู่ในจวนก็ไม่เห็นเคยมีอาการไม่สบาย แล้วเหตุใดพอเข้าวังมา เรื่องถึงได้มากขึ้นเรื่อย ๆ”
เมื่อไม่มีคนอื่นอยู่ เฟิงอี๋เหนียงก็เริ่มบ่นอย่างสบายใจ “อีกอย่าง นางเห็นฮูหยินแล้วคงไม่ดีใจหรอก แล้วฮูหยินก็เป็นผู้อาวุโส เหตุใดต้องให้ฮูหยินไปดูแลนางด้วย?”
เฟิงอี๋เหนียงเพิ่งได้รับความเมตตาจากหนีเซวียน จึงถือว่าฝักฝ่ายหนีเซวียนอย่างเต็มตัวและช่วยพูดแทนนาง
หลี่อี๋เหนียงครุ่นคิดว่า ซือถูจิ้งไม่น่าจะเป็นคนที่เจ็บป่วยบ่อย ๆ อดคิดมากไม่ได้ จึงเสนอว่า “ใช่แล้วเจ้าค่ะ ข้าว่าเรื่องนี้ควรแจ้งนายท่านทางนั้นด้วย”
หนีเซวียนพยักหน้า กำชับหลี่อี๋เหนียงกับอีกคนสั้น ๆ ไม่กี่คำ แล้วสั่งเถาหลีให้ดูแลซือถูเฉิงให้ดี ก่อนจะพาเถาจือขึ้นรถม้าที่จอดรออยู่ด้านนอกมุ่งหน้าเข้าวัง
