เย่เฉินเอ่ยด้วยน้ำเสียงห่วงใยอย่างเป็นธรรมชาติ “ฮูหยินมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร? หรือว่าทางพระสนมกุ้ยเฟยดูแลไม่ทั่วถึง?”
ร่างของหวังผิงสั่นสะท้านขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ ความรู้สึกประหลาดทำให้เหงื่อเย็นผุดขึ้นเต็มหน้าผาก
ฝ่าบาททรง...ปกติเกินไปหรือไม่
หนีเซวียนขยับแขนถอยไปด้านหลังอย่างแนบเนียน ชายเสื้อเพียงเฉียดผ่านมือของเย่เฉินที่กำลังจะประคองนาง เมื่อได้ยินคำถามนั้น นางก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย
“...ไม่ใช่เช่นนั้นเพคะ พระสนมกุ้ยเฟยทรงใส่พระทัยเป็นอย่างดี ไม่มีสิ่งใดขาดตกบกพร่อง เพียงแต่ร่างกายยังไม่หายดี พวกเราจึงไม่สะดวกอยู่รบกวนมากนัก เลยขอลากลับจวนเพคะ”
นางเน้นคำว่า ‘กลับจวน’ เป็นพิเศษ คิดว่าเย่เฉินคงไม่มีเวลาถามไถ่อีก เช่นนั้นพวกนางแม่ลูกก็จะได้กลับจวนกันเสียที
“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้ แต่ฮูหยินอุตส่าห์เข้าวังมาทั้งที จะรีบกลับจวนเร็วเช่นนี้ก็คงไม่เหมาะ หวังผิง ไปกำชับห้องเครื่องหลวงให้เตรียมอาหารกลางวัน”
หนีเซวียนรู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่างขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ จึงเอ่ยปฏิเสธโดยไม่รู้ตัว “ขอบพระทัยในพระเมตตาของฝ่าบาท เพียงแต่หม่อมฉันกับคนอื่น ๆ...”
“ฮูหยินเป็นญาติของพระสนมกุ้ยเฟย ย่อมเป็นญาติของเราด้วย หากมาเข้าวังแล้วไม่ได้ร่วมโต๊ะอาหารสักมื้อ ก็ดูห่างเหินกันเกินไป”
เย่เฉินตัดบทนางก่อนจะพูดจบ พลางยิ้มแย้ม
หน้าผากของฉู่หลิงหลานมีเหงื่อเย็นผุดขึ้น หัวใจเต้นเร็วขึ้นเรื่อย ๆ ฝ่าบาททรงสุภาพถึงเพียงนี้ ตั้งแต่เมื่อไรกัน...ปกติเช่นนี้ได้อย่างไร
ใบหน้าที่งดงามจนชวนตะลึงของหนีเซวียนพลันผุดขึ้นมาในหัว
นางสะดุ้งสั่นราวกับถูกทำให้ตกใจ แล้วรีบสลัดความคิดอันน่าหวาดหวั่นนั้นทิ้งไปทันที
เป็นไปไม่ได้ ไม่มีทางเป็นไปได้เด็ดขาด!
