ในท้องพระโรง
เย่เฉินประทับอยู่บนบัลลังก์มังกร ส่วนซือถูเจิงยืนอยู่เบื้องหน้าขุนนางทั้งปวง ทั้งสองเผชิญหน้ากันอย่างเงียบงัน
คนหนึ่งสายตาเย็นชาแฝงความดุดัน อีกคนยังคงมีรอยยิ้มประดับใบหน้า
“ฝ่าบาท กระหม่อมโชคดี…ที่กลับมาได้อย่างปลอดภัย ขอบพระทัยฝ่าบาทที่ทรง ‘ดูแล’ ฮูหยินกับบุตรชายของกระหม่อม แต่คงไม่ดีหากต้องรบกวนฝ่าบาทอยู่ร่ำไป หลังเลิกประชุม กระหม่อมจะไปรับฮูหยินกับบุตรชายกลับมาเอง”
ซือถูเจิงเป็นฝ่ายเอ่ยก่อน ความแค้นและความโกรธเกลียดอัดแน่นอยู่ในใจ แทบอยากจะแล่เนื้ออีกฝ่ายทั้งเป็น แต่ก็ต้องพยายามข่มมันเอาไว้
เหล่าขุนนางฝ่ายบุ๋นและฝ่ายบู๊ยืนแยกกันอยู่สองฝั่ง ปกติแค่เรื่องเล็กน้อยก็ยังเถียงกันจนไม่จบไม่สิ้น ทว่าตอนนี้กลับเงียบกริบ
บนโลกนี้ไม่มีกำแพงใดที่ไร้รอยรั่ว พวกเขาเองก็พอได้ยินข่าวลือมาบ้าง เพียงแต่…ฝ่าบาทคงไม่ทรงทำเรื่องเหลวไหลเช่นนั้น
“ไท่ซือ เราได้ยินมาว่าเจ้ามีกองกำลังประจำอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ ลู่เฉิง และพื้นที่อื่น ๆ…”
เย่เฉินมิได้ตอบเรื่องที่อีกฝ่ายขอรับภรรยากับบุตรชายกลับไป แต่กลับเอ่ยประโยคที่เพียงพอจะทำให้ทั้งท้องพระโรงแตกตื่นออกมาอย่างเรียบเฉย
เหล่าขุนนางด้านล่างต่างมองหน้ากัน บางคนที่ใจร้อนกำลังจะเอ่ยปาก ก็ได้ยินเย่เฉินตรัสขึ้นอีกว่า
“แน่นอนว่าไท่ซือมีคุณความดีต่อแผ่นดิน เราไม่อยากระแวงเจ้าโดยง่าย หากไท่ซือช่วยคลายข้อสงสัยของเราด้วยตัวเองได้ก็คงดี”
ซือถูเจิงเป็นดาบชั้นดีที่ตาเฒ่านั่นเจียระไนขึ้นมา ใช้งานได้ถนัดมือและมีความสามารถ หลายปีมานี้สร้างคุณงามความดีไว้ไม่น้อย อีกทั้งยังมีบารมีในหมู่ชาวบ้าน
