ตำหนักฉีอู่
“เพียะ”
ฉู่หลิงหลานกุมแก้ม มองซือถูจิ้งอย่างไม่อยากเชื่อ “เจ้ากล้าตบข้าหรือ?”
“เพียะ!”
สิ่งที่ตอบกลับนาง คือฝ่ามืออีกฉาดของซือถูจิ้งที่ไม่ปรานีแม้แต่น้อย
“นังสารเลว ข้าจะสู้กับเจ้าให้ตายไปข้าง!”
ฉู่หลิงหลานจะทนต่อความอัปยศเช่นนี้ได้อย่างไร นางพุ่งเข้าไปหมายจะข่วนซือถูจิ้ง ทว่ากลับชะงักเพราะคำถามถัดมาของอีกฝ่าย
“หรือข้าไม่ควรตบเจ้า? เหตุใดฝ่าบาทจึงทรงทราบเรื่องซีหนานกับดินแดนหลู่เฉิง?”
ซือถูจิ้งเกลียดชังจนถึงขีดสุด กลับสงบนิ่งลง
เดิมทีนางคิดว่าเมื่อบิดากลับเมืองหลวง ที่พึ่งของนางก็จะกลับมาด้วย แต่กลับลืมไปว่าฉู่หลิงหลานเป็นคนโง่เขลา เผยเรื่องราวให้เย่เฉินรู้มากเกินไป
แม้แต่สถานที่ซ่องสุมกำลังทหารของบิดา...
ฉู่หลิงหลานมีแววตาหลุกหลิก “ข้า...จะไปรู้ได้อย่างไร ชาติก่อนข้าก็เป็นเพียงสตรีในเรือน จะไปรู้ได้สักกี่เรื่อง? ต่อให้เผลอเผยอะไรให้ฝ่าบาททรงทราบไปบ้าง ส่วนใหญ่ก็เป็นสิ่งที่ฝ่าบาททรงคาดเดาได้เองทั้งนั้น”
พูดไปพูดมา แววตาที่เคยหลุกหลิกก็จางหาย นางเริ่มได้ใจขึ้นเรื่อย ๆ “ฝ่าบาททรงพระปรีชายิ่ง ทั้งยังทรงเก่งกาจเหนือผู้ใด เรื่องเช่นนี้ราวกับมีเทพช่วยเหลือ ดูท่า...ชาตินี้หลายเรื่องคงเกิดขึ้นเร็วกว่ากำหนดแล้ว
พี่หญิง ที่จริงท่านก็ไม่ต้องกลัว แม้ตอนนี้ท่านอาจไม่ได้เป็นฮองเฮา แต่ฝ่าบาทคงไม่เอาชีวิตท่านหรอก”
เพียงแต่ตระกูลซือถูคงล่มสลายเร็วกว่าชาติก่อน เมื่อไร้ที่พึ่ง นางก็อยากรู้นักว่าซือถูจิ้งจะยังวางอำนาจได้อย่างไร ความอัปยศในวันนี้ นางจะต้องเอาคืนให้ได้
ซือถูจิ้งมองนางอย่างเวทนา “เจ้าคิดว่าตัวเองชนะแล้วใช่ไหม กำลังคิดอยู่ว่าต่อไปจะเอาคืนข้าอย่างไร?”
