บ่ายวันหนึ่งที่แสนธรรมดา ขณะหนีเซวียนกำลังนอนกลางวัน นางก็ไม่ตื่นขึ้นมาอีกเลย
“พวกเจ้าปล่อยเรา! เสด็จแม่ยังไม่สิ้นพระชนม์ เสด็จแม่แค่บรรทมอยู่ ห้ามพวกเจ้ามาแตะต้องเสด็จแม่เด็ดขาด!!!”
เย่เหมี่ยนกอดแขนหนีเซวียนพลางร้องไห้โวยวาย ไม่ยอมให้เหล่านางกำนัลนำร่างของนางใส่โลง
“เสด็จพ่อ เสด็จพ่อ รีบสั่งให้พวกเขาหยุดเถิดพ่ะย่ะค่ะ รีบไปตามหมอเทวดาเหลียวมา เสด็จแม่ยังไม่สิ้นพระชนม์ จะปล่อยให้นางเข้าไปนอนในที่แคบเช่นนั้นได้อย่างไร...”
“เรียกคนมาอีกสองสามคน ลากเย่เหมี่ยนออกไป อย่าปล่อยให้เขาก่อเรื่อง”
เย่เฉินไม่ตอบสนอง สีหน้าสงบนิ่งเสียจนดูผิดปกติ เขายกมือสั่งให้คนเข้าควบคุมตัวเย่เหมี่ยน
หวังผิงรู้สึกอกสั่นขวัญแขวน ความรู้สึกแปลกแยกราวกับมีบางสิ่งขาดสะบั้นทำให้เขาเผลอมองเย่เฉินโดยไม่รู้ตัว ยังไม่ทันได้พิจารณาให้ชัด ก็ถูกเย่เฉินถีบไปอยู่ข้างเย่เหมี่ยนเสียแล้ว
“พาองค์รัชทายาทไป รอจนกว่าเขาจะสงบสติอารมณ์ได้ค่อยปล่อยออกมา”
หวังผิงรีบโอบเอวเย่เหมี่ยน แล้วสั่งให้เหล่าขันทีพาตัวเขาที่กำลังร้องไห้โวยวายออกไป
จวนซือถู
เมื่อเถาจือทราบข่าว นางก็เจ็บปวดจนแทบยืนไม่ไหว ปาดน้ำตาที่หางตาเท่าไรก็ไม่อาจเช็ดให้แห้ง ก่อนฝืนข่มความเศร้าแล้วรีบวิ่งไปหา ซือถูเฉิง
มือของซือถูเฉิงสั่นเทา เขาพึมพำว่า “ไม่จริง นี่ไม่จริง ข้าไม่เชื่อ ข้าจะเข้าวังไปพบเสด็จแม่เดี๋ยวนี้!”
“คุณชาย รอก่อนเจ้าค่ะ”
เถาจือสะอื้นพลางหยิบจดหมายฉบับหนึ่งออกจากแขนเสื้อ แล้วยัดใส่มือเขา
“นี่คือจดหมายที่ฮูหยินมอบให้ก่อนออกจากวัง นางบอกให้บ่าวนำมามอบให้ท่านในเวลาที่เหมาะสม บ่าวไม่เคยรู้เลยว่าเวลาไหนจึงจะเหมาะที่สุด แต่ตอนนี้คิดดูแล้ว ฮูหยินคงคาดการณ์ถึงวันนี้ไว้ตั้งนานแล้ว”