เมื่อหนีเซวียนกับอีกสองคนถูกนำมาถึงสวนหลวง พวกนางก็เห็นซือถูเฉิงยืนอยู่แต่ไกล เพิ่งจะแอบโล่งใจได้ไม่นาน ก็เห็นสตรีงามในชุดนางกำนัลชั้นสูงยืนอยู่ตรงหน้าเขา ไม่รู้ว่ากำลังพูดอะไรกันอยู่
“ถวายพระสนมฉู่เฟยเพคะ”
เมื่อเข้าไปใกล้ นางกำนัลสองคนที่พาหนีเซวียนมาด้วยก็รีบคำนับก่อน หนีเซวียนกับอีกสองคนจึงต้องคำนับตามไปด้วย
“ฮูหยินไท่ซือ ลุกขึ้นเถิด ไม่ต้องมากพิธี”
ฉู่หลิงหลานละสายตาจากซือถูเฉิง แล้วก้าวเข้ามาประคองหนีเซวียนขึ้น น้ำเสียงสนิทสนม
นางทดสอบซือถูเฉิงมาแล้ว เขาก็เป็นเพียงเด็กที่ดูสุขุมกว่าวัยเล็กน้อย ไม่มีอะไรผิดปกติ เช่นนั้นก็เหลือแค่สือหนีเซวียนแล้ว
ฉู่หลิงหลานมองใบหน้าของหนีเซวียนที่ลุกขึ้นตามแรงประคอง แล้วก็อดตะลึงในความงามนั้นไม่ได้
“พระสนมฉู่เฟย?”
สายตาของหนีเซวียนไล่จากมือที่ฉู่หลิงหลานจับอยู่ขึ้นไปยังสีหน้าที่นิ่งค้าง ดวงตาพลันไหววูบ
ในหัวของนางมีเพียงเนื้อเรื่องครึ่งเล่มที่จูจูมอบให้ แต่นางรู้ดีว่าพระสนมฉู่เฟยผู้นี้ไม่เคยปรากฏตัวมาก่อน ยิ่งไปกว่านั้น ในช่วงเวลานี้ซือถูจิ้งควรได้เป็นฮองเฮาไปแล้ว
จากประสบการณ์ในชาติก่อน นางพอจะคาดเดาได้คร่าว ๆ ว่าพระสนมฉู่เฟยผู้นี้อาจเป็นผู้พิชิตใจเหมือนหลินเหม่ยหยา หรืออาจเป็นคนประเภทอื่น?
นางไม่มีประสบการณ์มากนัก ทั้งไม่ได้ฉลาดหลักแหลมอะไรนัก เรื่องที่ยังคิดไม่ออกก็ไม่ได้คิดจะไปสืบด้วยตนเองให้กระจ่าง
นับตั้งแต่รู้ว่าฉู่หลิงหลานมีตัวตน นางก็ตระหนักแล้วว่าเรื่องราวในตอนนี้ไม่ใช่เนื้อเรื่องเดิม นางทำอะไรไม่ได้มาก แค่ปกปิดตัวตนให้ดีเท่านั้นก็พอ
