หนีเซวียนฝืนเบนสายตาหนี ร่างกายรู้สึกเย็นวาบขึ้นมาเล็กน้อย เธออดคิดไม่ได้ว่าสิ่งที่เขากัดจนแหลกคงไม่ใช่เม็ดยา แต่เป็นเธอต่างหาก
เธอก้มหน้าลง ก่อนเปลี่ยนเรื่องอย่างฝืน ๆ “คะ...คุณกลับมาเร็วขนาดนี้ได้ยังไง?”
เห็นเธอมีท่าทางหวาดกลัว เผ่ยโม่จึงไม่ซักไซ้ต่อ เขาโยนขวดยาในมือลงถังขยะอย่างส่ง ๆ ก่อนก้าวเข้ามากุมมือเธอไว้
“ผมดีใจนะที่เซวียนเซวียนรู้จัก ‘ดูแล’ ร่างกายตัวเอง แต่ถึงจะเป็นของอย่างวิตามิน ก็ไม่ควรกินส่งเดช”
“รู้แล้วค่ะ”
เพราะความรู้สึกผิดที่ผุดขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ตอนนี้หนีเซวียนจึงว่าง่ายเกินไป ถึงกับลืมแสร้งทำเป็นเย็นชา
แววตาของเผ่ยโม่มืดลงเล็กน้อย เขาก้มหน้า ใช้ปลายจมูกคลอเคลียปลายจมูกเธอ ลมหายใจคลุกเคล้ากัน ก่อนจะแตะจูบมุมปากเธอแผ่วเบา “เก่งมาก”
หนีเซวียนตัวแข็งทื่อขึ้นมาอีกครั้ง ในที่สุดก็นึกได้ว่าตัวเองลืมอะไรไป ใบหน้าเล็กพลันเคร่งขรึม แต่ยังไม่ทันได้แสร้งทำเป็นเย็นชาแล้วผลักเขาออก เผ่ยโม่ก็หัวเราะเบา ๆ
“เซวียนเซวียน การแสดงของคุณธรรมดามาก เพราะงั้นเลิกเล่นละครได้ไหม?”
“หมายความว่ายังไงคะ?”
หนีเซวียนตอบโต้ช้าไปจังหวะหนึ่ง เผลอถามกลับโดยไม่ทันคิด
เผ่ยโม่กวาดกระเป๋าที่วางอยู่บนชั้นวางออกไป แล้วอุ้มเธอขึ้นแนบเอว ให้เธอนั่งบนชั้นวาง จากนั้นยันมือทั้งสองข้างไว้ข้างตัวเธอ โน้มลงมาสบตา
“ก็หมายความว่า ต่อให้เซวียนเซวียนจะเย็นชาแค่ไหน หรือไม่อยากสนใจผม ก็ไม่เป็นไร ผมไม่มีวันปล่อยคุณไป ตลอดไป ไม่มีวัน”
