ตอนกลางวันก็ใช้ไปกับการนอนหลับ ทำโจทย์ และดูตลาดหุ้น
ส่วนตอนกลางคืนก็ไปทำงานพิเศษช่วงปิดเทอมที่ร้านเหล้า
ชีวิตของสวี่เย่เริ่มมีแบบแผนมากขึ้น นอกจากเรื่องพวกนี้แล้ว เขาก็เริ่มหันมาใส่ใจการออกกำลังกายด้วย ทุกครั้งที่ไปทำงานจะเลือกออกจากบ้านก่อนเวลาครึ่งชั่วโมง แล้ววิ่งไปที่นั่น ตกกลางคืนเลิกงานก็วิ่งกลับบ้านเหมือนเดิม
ชาติที่แล้ว สวี่เย่เอาแต่ทำงานหาเงิน จนร่างกายทรุดโทรมย่ำแย่
เด็กหนุ่มอายุสิบแปดไม่กี่คนที่จะเข้าใจความจริงที่ว่า ‘ร่างกายคือต้นทุนของการทำงานหนัก’ แต่สวี่เย่ไม่เหมือนคนอื่น
วันนี้เป็นวันเสาร์อาทิตย์
พ่อเฒ่าสวี่กับจางหงพักอยู่บ้านทั้งคู่ ตอนกินข้าวเที่ยง จางหงก็เริ่มถามไถ่เรื่องงานของสวี่เย่ด้วยความเป็นห่วง
“งานปิดเทอมที่แกไปหามาทำเนี่ย มันทำอะไรกันแน่ ถึงได้กลับบ้านดึกดื่นทุกวัน”
สวี่เย่คีบข้าวเข้าปากพลางตอบส่ง ๆ ไปว่า “บอกแล้วไงว่างานบริการ”
“เจาะจงกว่านี้หน่อยสิ”
“เป็นนายแบบที่บาร์”
จางหงวางตะเกียบลง แล้วก็ซัดเป็นชุดทันที “แม่ส่งเสียให้แกเรียนก็เพื่อให้แกไปทำงานในที่แบบนี้น่ะเหรอ แม่เลี้ยงแกเสียเปล่าแล้ว ต่อไปไม่ต้องเรียกแม่ว่าแม่แล้ว”
สวี่เย่พูดโกหกหน้าตาเฉย “เดือนละแปดพัน”
น้ำเสียงของจางหงเปลี่ยนไปในทันที “ถ้าพูดแบบนี้มันก็อีกเรื่องนึง งานดี ๆ มันไม่มีการแบ่งสูงต่ำหรอกนะ ล้วนหาเงินด้วยน้ำพักน้ำแรงตัวเองทั้งนั้น ไม่อายใครหรอก… ว่าแต่พ่อแกไปทำได้ไหม”
พ่อเฒ่าสวี่เกือบจะพ่นข้าวออกมา
เขาเช็ดปากแล้วพูดอย่างจนใจ “พวกเราสองแม่ลูกช่วยกันพูดจาดี ๆ หน่อยได้ไหม”
