“พี่สะใภ้ เอาอย่างนี้ไหมครับ”
หวังจวินเอ่ยขึ้น “พี่พักแถวนี้สักคืนก่อน พรุ่งนี้ผมค่อยพาพี่มาใหม่ ผมจะไปบอกผู้บังคับกองพันลู่สักหน่อย”
เจียงสุ่ยอิงคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะรู้ว่าคงทำได้แค่นี้
หวังจวินพาเธอไปยังโรงแรมเล็ก ๆ ใกล้ ๆ ค้างคืนละห้าสิบเฟิน
ห้องเล็กมาก มีเพียงเตียงไม้หนึ่งหลังกับโต๊ะหนึ่งตัว หน้าต่างยังมีลมลอดเข้ามา
เจียงสุ่ยอิงจัดที่นอนให้เรียบร้อย แล้วบอกเนี่ยนเนี่ยนให้นอนก่อน
เนี่ยนเนี่ยนเหน็ดเหนื่อยมาทั้งวัน พอหัวถึงหมอนก็หลับไปทันที บนใบหน้าเล็ก ๆ ยังมีรอยยิ้ม ริมฝีปากพึมพำว่า “พ่อ...”
เจียงสุ่ยอิงนั่งลงข้างเตียง ลูบแก้มลูกชาย ก่อนจะคลำของในกระเป๋าเสื้อชั้นในที่แนบชิดกับตัว
ของไม่กี่ชิ้นที่เธอพกติดตัวมาล้วนเป็นของสำคัญยิ่งกว่าชีวิต
อีกอย่าง ตอนนี้เธอตั้งใจจะปักหลักอยู่ที่นี่ระยะยาว คงต้องหาเวลาไปฮาร์บิน ดูว่ามีงานอะไรที่ทำได้ หรือพอจะหาซื้อกิจการสักอย่างได้ไหม
เธอพิงผนัง หลับตาลงเตรียมจะนอน ภาพเมื่อครั้งอายุสิบแปดพลันผุดขึ้นมาในหัว
เป็นวันหยุดครั้งหนึ่งหลังจากเขาเข้ากองทัพไปแล้ว
คืนก่อนออกเดินทาง ฝนปรอยลงมา ต้นส้มโอในลานบ้านออกดอก กลิ่นหอมอบอวลจนชวนให้ใจเต้นระส่ำ
เขาลอบปีนหน้าต่างเข้ามาในลานหลังบ้านของเธอ ปลายกางเกงเปื้อนโคลนไปหมด เสื้อผ้ายังถูกกิ่งไม้เกี่ยวจนขาดเป็นรู
ตอนนั้นเธอกำลังนั่งสับหญ้าหมูอยู่ในลาน พอเงยหน้าขึ้นเห็นเขาก็สะดุ้งจนมีดในมือหล่น “มาทำไมเนี่ย”
เขาหัวเราะแหะ ๆ ยกนิ้วขึ้นแตะริมฝีปาก ส่งสัญญาณให้เธอพูดเบา ๆ
จากนั้นก็หยิบห่อกระดาษสีแดงออกมาจากด้านหลัง ข้างในเป็นรองเท้าผ้าคู่ใหม่เอี่ยม
“ทำมาให้เธอ แม่สอนฉันเย็บ เย็บอยู่ตั้งครึ่งเดือน โดนเข็มตำมือไปไม่รู้กี่ครั้ง”
เขายื่นมือให้เธอดู ปลายนิ้วเต็มไปด้วยรอยเข็มเล็ก ๆ “ฝีเข็มอาจจะไม่สวย อย่ารังเกียจเลยนะ”
เธอรับมาเปิดดู พื้นรองเท้าถูกเย็บจนหนาแน่น
ฝีเข็มเรียงถี่ แม้จะคด ๆ เบี้ยว ๆ แต่ทุกเข็มก็เย็บไว้อย่างแน่นหนา
ตรงปลายรองเท้ายังแอบปักอักษรเล็ก ๆ ไว้สองตัว คือ “เหนียน&สุ่ย” ใช้ด้ายสีน้ำเงินเข้มปักไว้ ถ้าไม่เพ่งดูก็แทบมองไม่เห็น
“ผู้ชายตัวโตอย่างนายจะเรียนทำรองเท้าไปทำไม”
ปากเธอบ่น แต่หยาดน้ำตากลับไม่ยอมเชื่อฟัง ไหลพรากลงบนรองเท้าคู่ใหม่จนเกิดรอยเปียกเป็นวงเล็ก ๆ
เขาลนลานขึ้นมาทันที รีบย่อตัวลงใช้แขนเสื้อเช็ดน้ำตาให้เธอ เช็ดไปเช็ดมา ดวงตาของเขาก็แดงก่ำตามไปด้วย
แสงจันทร์สาดลงบนใบหน้าเขา รอยแผลเล็ก ๆ ตรงสันคิ้วชัดเจนเป็นพิเศษ
“สุ่ยอิง รอฉันกลับมานะ” น้ำเสียงเขาแผ่วเบาแต่หนักแน่น
“อืม” เธอสูดจมูกแล้วพยักหน้าอย่างแรง
“พอฉันกลับมา ฉันจะแต่งงานกับเธอ จะให้เกี้ยวแปดคนหาม มีเสียงปี่กลองครึกครื้น รับเธอเข้าบ้านอย่างสมเกียรติ”
“อืม” เขาดึงแม่กุญแจเงินที่คล้องคออยู่ออกมา ความอบอุ่นจากร่างกายของเขาทำให้มันอุ่นจนมือสัมผัสได้
บนหน้าแม่กุญแจสลักอักษรสองตัวอย่างเบี้ยว ๆ ว่า “เหนียน” กับ “สุ่ย” เขาแอบใช้ตะปูสลักมันขึ้นมาตอนอายุสิบสอง
“แม่ฉันบอกว่านี่เป็นของหมั้น เราแบ่งกันคนละครึ่ง”
เขาหักแม่กุญแจเงินออกเป็นสองส่วน น้ำเสียงแหบพร่าเล็กน้อย
“ต่อให้ห่างกันแค่ไหน ต่อให้ชาตินี้ไม่ได้พบกันอีก ถ้าแม่กุญแจประกบกันได้ คนก็ไม่มีทางจำผิด”
“ถุย ๆ ๆ!”
เธอรีบยื่นมือไปปิดปากเขา “ห้ามพูดอะไรไม่เป็นมงคลนะ! นายต้องกลับมาให้ได้!” เธอชะงักไปนิด แก้มแดงระเรื่อ
หลังจากไปประจำการที่กองทัพ เขาเขียนจดหมายถึงเจียงสุ่ยอิงทุกเดือน
จนกระทั่งอายุยี่สิบสอง พอถึงวัยที่สามารถจดทะเบียนสมรสได้ เขาก็รีบลางานกลับบ้านมาแต่งงานกับเธอทันที
“สุ่ยอิง” เสียงของเขาดังอยู่ข้างหู แผดร้อนและสั่นเครือ “ในที่สุดฉันก็ได้แต่งงานกับเธอแล้ว ต่อจากนี้ฉันจะดีกับเธอไปตลอดชีวิต”
เธอซุกหน้าอยู่ในอ้อมแขนเขาแล้วพยักหน้าอย่างแรง น้ำตาซึมเปียกเครื่องแบบทหารที่เรียบกริบของเขา
“อย่าร้องไห้” เขาตบหลังเธออย่างเก้ ๆ กัง ๆ “รอฉันกลับมานะ”
เจียงสุ่ยอิงที่จมอยู่ในความทรงจำพลันลืมตาขึ้น
นอกหน้าต่าง พระจันทร์กลมโต เธอเผลอพึมพำออกมาโดยไม่รู้ตัว
ชิ่งเหนียน คุณบอกว่าจะกลับมา
คุณบอกว่าถ้าแม่กุญแจประกบกันได้ คนก็ไม่มีทางจำผิด
ตอนนี้ฉันมาแล้ว
คุณห้ามผิดคำพูดนะ
เช้าวันต่อมา ฟ้ายังไม่ทันสว่าง เจียงสุ่ยอิงก็ลุกขึ้นแล้ว
เธอช่วยเนี่ยนเนี่ยนสวมเสื้อผ้า ล้างหน้าให้เรียบร้อย
เนี่ยนเนี่ยนนั่งยอง ๆ ผูกเชือกรองเท้าอยู่ตรงหน้าประตู ผูกอยู่นานก็ยังไม่สำเร็จ จนส่งเสียงฮึดฮัดอย่างร้อนใจ
“แม่ เชือกรองเท้านี่ตั้งใจแกล้งเนี่ยนเนี่ยนชัด ๆ!”
“จะรีบไปไหน ค่อย ๆ ผูกสิ”
เจียงสุ่ยอิงย่อตัวลงช่วยผูกให้เสร็จ แล้วจัดปกเสื้อบุนวมของเขาให้เข้าที่
กระทั่งเก้าโมงกว่า หวังจวินก็มาถึง
“พี่สะใภ้ ไปกันครับ ผมจะพาพี่เข้าเขตทหาร วันนี้ผู้บังคับกองพันลู่กลับมาแล้ว”
หัวใจเจียงสุ่ยอิงเต้นแรง เธอจูงมือเนี่ยนเนี่ยนเดินตามหวังจวินเข้าไป
เขตทหารกว้างใหญ่ อาคารพักทหารเรียงเป็นแถวอย่างเป็นระเบียบ
ระหว่างทางมีทหารในเครื่องแบบเดินขวักไขว่ เมื่อเห็นหวังจวินพาผู้หญิงกับเด็กมาด้วย ทุกคนก็พากันมองมาทางนี้ด้วยความสงสัย
พอเดินมาถึงหน้ากองบังคับการกองพันหนึ่ง ก็มีผู้หญิงในเสื้อกาวน์สีขาวเดินสวนมา
เธออายุราวยี่สิบสามยี่สิบสี่ หน้าตาสะสวย มัดผมหางม้า คล้องหูฟังแพทย์ไว้ที่คอ ท่าทางสุภาพเรียบร้อย
“คุณหมอจ้าว!” หวังจวินทักทาย
จ้าวเสวี่ยถิงหยุดฝีเท้า สายตาไล่มองเจียงสุ่ยอิงตั้งแต่หัวจรดเท้า เสื้อผ้าผ้าหยาบทั้งตัว ในมือยังจูงเด็กชายหน้าตาบ้าน ๆ คนหนึ่ง คิ้วของเธอจึงขมวดเข้าหากันเล็กน้อย
“หวังจวิน ผู้หญิงคนนี้เป็นใคร”
“อ้อ คุณหมอจ้าว เธอเป็นภรรยาของผู้บังคับกองพันลู่ มาหาผู้บังคับกองพันลู่ครับ”
สีหน้าของจ้าวเสวี่ยถิงเปลี่ยนไปทันที
“ภรรยาของผู้บังคับกองพันลู่?” น้ำเสียงเธอแหลมขึ้นเล็กน้อย “ทำไมฉันไม่รู้ว่าผู้บังคับกองพันลู่มีภรรยาด้วย”
“พี่สะใภ้คนนี้บอกว่าเป็นภรรยาของผู้บังคับกองพันลู่ แล้วยังมีลูกด้วยครับ”
“ไร้สาระ!” จ้าวเสวี่ยถิงหัวเราะเย็นชา “ชิ่งเหนียนประสบอุบัติเหตุจนความจำเสื่อมเมื่อสามปีก่อน เรื่องในอดีตเขาจำไม่ได้สักอย่าง แล้วจะมีภรรยามาจากไหน ฉันว่าพวกคุณคงเจอมิจฉาชีพเข้าแล้วล่ะ!”
“คุณว่าฉันเป็นมิจฉาชีพหรือ!” เจียงสุ่ยอิงก้าวไปข้างหน้า จ้องตาอีกฝ่ายเขม็ง “คุณคือจ้าวเสวี่ยถิงใช่ไหม”
จ้าวเสวี่ยถิงชะงักไป “คุณรู้จักฉันหรือ”
“ฉันได้ยินคนพูดถึง”
สายตาของเจียงสุ่ยอิงหยุดอยู่บนเสื้อกาวน์สีขาวของเธอ
“คุณหมอจ้าว ตอนชิ่งเหนียนได้รับการช่วยเหลือเมื่อสามปีก่อน มีจดหมายจากครอบครัวอยู่กับตัวเขา ตอนนี้จดหมายนั่นอยู่กับคุณใช่ไหม”
ใบหน้าของจ้าวเสวี่ยถิงซีดเผือดลงในพริบตา
“คุณ... คุณพูดอะไรเหลวไหล! จดหมายอะไร ฉันไม่รู้เรื่อง!”
เธอหลบสายตาโดยไม่รู้ตัว เห็นได้ชัดว่ากำลังโกหก ท่าทางนั้นดูมีพิรุธในสายตาเจียงสุ่ยอิง
เจียงสุ่ยอิงพอจะเดาได้แล้ว ที่แท้จดหมายก็อยู่กับเธอจริง ๆ
เนี่ยนเนี่ยนดึงชายเสื้อกาวน์ของจ้าวเสวี่ยถิงเบา ๆ เงยหน้าเล็ก ๆ ขึ้นพูดว่า “คุณน้าจ้าว เอาของคนอื่นไปไม่ใช่เด็กดีนะครับ”
ใบหน้าจ้าวเสวี่ยถิงเขียวคล้ำ เธอสะบัดมือเขาออกทันที “เด็กเหลือขอมาจากไหน!”
“เอะอะอะไรกันอยู่ตรงนี้”
เสียงทุ้มต่ำดังมาจากหน้าประตูอาคารสำนักงานของกองบังคับการ
ร่างของเจียงสุ่ยอิงแข็งทื่อขึ้นมาทันที
เธอค่อย ๆ หันกลับไป
ชายร่างสูงใหญ่ในเครื่องแบบทหารยืนอยู่บนขั้นบันได ขมวดคิ้วมองมาทางนี้
บนบ่ามีแถบสองขีดกับดาวหนึ่งดวง เป็นเครื่องหมายของผู้บังคับกองพันยศพันตรี
เหนือคิ้วซ้ายมีรอยแผลเล็ก ๆ ที่คุ้นเคยเสียจนไม่อาจคุ้นเคยไปกว่านี้
เป็นเขา สามีของเธอ ผู้ชายของเธอ ลู่ชิ่งเหนียน
น้ำตาของเจียงสุ่ยอิงเอ่อท้นขึ้นมาในทันที
สามปีผ่านไปแล้ว
ตลอดคืนวันนับพัน เธอฝันถึงใบหน้านี้อยู่ไม่รู้กี่ครั้ง
ตอนนี้เขายืนอยู่ตรงหน้า สูงใหญ่และกำยำกว่าในความฝัน ใบหน้าคมเข้มขึ้น
แต่รอยแผลตรงสันคิ้วยังคงอยู่ ทุกครั้งที่เขาขมวดคิ้ว รอยแผลนั้นก็ขยับตาม
เธอจูงมือเนี่ยนเนี่ยน รีบเดินเข้าไปหา น้ำเสียงสั่นจนแทบพูดไม่เป็นคำ “ชิ่งเหนียน... ฉันเอง สุ่ยอิง”
ลู่ชิ่งเหนียนขมวดคิ้ว มองหญิงสาวตรงหน้าที่น้ำตาไหลอาบแก้ม และเด็กชายตัวเล็กขี้อายที่ยืนอยู่ข้างเธอ
สันคิ้วกระตุกตุบ ๆ ในสมองมีบางสิ่งวาบผ่าน แต่เขากลับคว้าไว้ไม่ได้
เขาส่ายหน้า แววตาเต็มไปด้วยความแปลกหน้า
“ขอโทษครับ” น้ำเสียงของเขาเย็นชา ไร้ความอบอุ่นแม้แต่น้อย “ผมไม่รู้จักพวกคุณ”
