พอชายคนนั้นเอ่ยปาก เจียงสุ่ยอิงก็รีบดึงเนี่ยนเนี่ยนเข้ามากอดแนบอก ก่อนหมุนตัววิ่งหนีทันที
เธอกระชากตั๋วคืนจากมือเจ้าหน้าที่ตรวจตั๋ว แล้วอุ้มลูกวิ่งตรงไปทางชานชาลา
คนข้างหลังตะโกนว่า “หยุดนะ!” แต่เธอไม่กล้าหันกลับไปมอง
เจ้าหน้าที่ตรวจตั๋วยืนนิ่งงันอยู่ตรงนั้น มือยังกำหางตั๋วเอาไว้
เธอวิ่งไปถึงขอบชานชาลาพอดีกับที่รถไฟส่งเสียงหวูด ควันขาวพวยพุ่งขึ้นเต็มฟ้า
พอประตูรถเปิด เธอก็อุ้มเนี่ยนเนี่ยนเบียดขึ้นไป ก่อนเหลียวกลับไปมองแวบหนึ่ง
ตรงทางเข้าชานชาลา ลู่ชิ่งจวินถูกเจ้าหน้าที่ตรวจตั๋วขวางไว้ กำลังกระทืบเท้าพลางโบกไม้โบกมืออย่างร้อนใจจนหน้าซีดเผือด
ประตูรถไฟปิดดังโครมอยู่เบื้องหลังเธอ
เนี่ยนเนี่ยนเกาะหน้าต่างมองออกไปข้างนอก “แม่ครับ ทำไมคนนั้นไม่ขึ้นมาล่ะ?”
“เพราะเขาไม่มีตั๋วไง”
“ถ้าเขามีตั๋วก็ขึ้นมาได้ใช่ไหมครับ?”
“มีตั๋วก็ขึ้นมาไม่ได้หรอก” เจียงสุ่ยอิงอุ้มเขาลงมา “รถไฟออกแล้ว ไม่มีใครตามทันหรอก”
ในตู้โดยสารผู้คนเบียดเสียดกันแน่น แม้เธอจะซื้อตั๋วยืนมา แต่ก็ยังหาที่กว้าง ๆ วางห่อสัมภาระลงกับพื้นให้เนี่ยนเนี่ยนนั่ง
เธอพิงผนังตู้รถไฟ ใจทั้งตื่นเต้นและประหม่า
จากเสฉวนไปภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ต้องนั่งรถไฟถึง 3 วัน 3 คืน
เธอคอยคลำกระเป๋าเสื้อเป็นระยะ เงินยังอยู่ ข้าวของก็ยังอยู่ครบ
ขณะที่กำลังเคลิ้ม ๆ มีคนยื่นมือมาแตะกระเป๋าเธอ
เธอลืมตาพรึ่บทันที มือข้างหนึ่งกำลังล้วงเข้ามาในกระเป๋าเสื้อของเธอ!
เจียงสุ่ยอิงไหวตัวเร็วมาก คว้าข้อมือข้างนั้นไว้ทันควัน “คุณทำอะไรน่ะ!”
หัวขโมยถูกจับได้คาหนังคาเขาแต่กลับไม่สะทกสะท้าน จ้องเธอตาขวาง “พูดเหลวไหลอะไร! ใครขโมยของคุณกัน!”
“มือล้วงเข้ามาในกระเป๋าฉันแล้วยังจะบอกว่าไม่ได้ขโมยอีกเหรอ! ทุกคนมาดูเร็ว จับขโมยได้แล้ว!”
หัวขโมยร้อนรน พยายามสะบัดมือให้หลุดสุดแรง แต่เจียงสุ่ยอิงแรงเยอะ ต่อให้ดิ้นอยู่สองครั้งก็ยังหนีไม่พ้น
หัวขโมยยกมือขึ้นจะตบเธอ ทว่ายังไม่ทันฟาดลงมา ก็มีคนคว้าตัวไว้จากด้านหลัง
“ทำอะไรกันอยู่!” ทหารหนุ่มในเครื่องแบบเบียดฝูงชนเข้ามา กระชากคอเสื้อด้านหลังของหัวขโมยไว้ “กลางวันแสก ๆ ยังกล้าขโมยของ ใจกล้าไม่เบาเลยนะ!”
พอหัวขโมยเห็นเครื่องแบบทหารก็หงอทันที ถูกทหารหนุ่มคุมตัวไปส่งให้ตำรวจรถไฟ
เจียงสุ่ยอิงถอนหายใจโล่งอก ฝ่ามือชุ่มไปด้วยเหงื่อ เธอลองคลำกระเป๋า เงินยังอยู่ ไม่ได้หายไป
“พี่สะใภ้ ไม่เป็นอะไรใช่ไหมครับ?” ทหารหนุ่มจัดการเรื่องเสร็จก็กลับมาอีกครั้ง เขาอายุยี่สิบต้น ๆ คิ้วเข้มตาโต พอยิ้มก็เห็นฟันขาวเรียงสวย
“ไม่เป็นไร ขอบคุณนะ ถ้าไม่ได้คุณช่วยไว้คงแย่แน่!”
“เรื่องเล็กน้อยครับ” ทหารหนุ่มเกาหัว “พี่สะใภ้จะไปไหนครับ พาลูกเดินทางคนเดียวคงลำบากน่าดู”
“จะไปเฮยสือหลิ่งทางตะวันออกเฉียงเหนือ ไปหาสามีฉัน”
“เฮยสือหลิ่งเหรอครับ?” ดวงตาทหารหนุ่มเป็นประกาย “ผมก็กลับหน่วยเหมือนกัน ไปทางเดียวกันเลย! ผมชื่อหวังจวิน อยู่กองร้อยลาดตระเวน หน่วย 308 ครับ พี่สะใภ้ สามีอยู่กองพันไหนครับ?”
หัวใจเจียงสุ่ยอิงเต้นรัว “กองพันหนึ่ง ชื่อลู่ชิ่งเหนียน”
“ผู้บังคับกองพันลู่เหรอครับ?” หวังจวินเบิกตากว้าง “พี่สะใภ้เป็นคนในครอบครัวของผู้บังคับกองพันลู่หรือครับ?”
ขอบตาเจียงสุ่ยอิงแดงเรื่อ “ใช่ ฉันเป็นเมียเขา”
“โธ่ บังเอิญจริง ๆ! ผู้บังคับกองพันลู่เป็นขวัญใจของทั้งกรมเลยครับ!”
หวังจวินรีบไปหาที่นั่ง ไม่นานก็พาพนักงานประจำรถมาด้วย “พี่สะใภ้ครับ ในตู้เสบียงมีที่นั่ง ไปนั่งตรงนั้นกันเถอะครับ”
“จะดีเหรอจ๊ะ”
“มีอะไรไม่ดีครับ! ผู้บังคับกองพันลู่เป็นวีรบุรุษตัวจริง ภรรยามาหาถึงหน่วยทั้งที จะไม่ดูแลได้ยังไง ไปครับ ไปกัน!”
หวังจวินช่วยถือห่อสัมภาระ ส่วนเจียงสุ่ยอิงจูงเนี่ยนเนี่ยนเดินไปยังตู้เสบียง เนี่ยนเนี่ยนเงยหน้ากลม ๆ ถามว่า “คุณลุงครับ พ่อผมเก่งไหม?”
“เก่งมากเลย! ผู้บังคับกองพันลู่เป็นยอดทหารฝีมือฉกาจ ศัตรูเห็นเขาก็กลัวกันหมด!”
เนี่ยนเนี่ยนเชิดอกขึ้นอย่างภาคภูมิใจ “พ่อผมเก่งที่สุดเลย!”
เจียงสุ่ยอิงมองท่าทางภาคภูมิใจของลูกชาย แล้วพลันนึกถึงวัยเด็กขึ้นมา
ตอนนั้น แม้เขาจะอายุมากกว่าเธอแค่สองปี แต่ลู่ชิ่งเหนียนกลับดูเป็นผู้ใหญ่เกินวัยแล้ว
ลู่ชิ่งเหนียนคอยปกป้องเธอเสมอ ในยามที่เธอรู้สึกว่าฟ้าถล่มลงมา
เขาจะย่อตัวลง ใช้แขนเสื้อเช็ดน้ำตาให้เธอ “ไม่ร้องแล้วนะ ไม่เป็นไร”
เขายังชอบไปรอเธอที่ปากทางเข้าหมู่บ้าน แล้วล้วงมันเทศเผาที่ยังอุ่น ๆ ออกจากกระเป๋ายัดใส่มือเธอ “เอาไปกินสิ ฉันแอบเก็บไว้ให้”
เธอประคองมันเทศไว้ในมือ น้ำตาหยดแหมะลงมาไม่ขาดสาย
เขาพลันลนลาน “ทำไมร้องไห้อีกแล้วล่ะ มันเทศไม่หวานเหรอ? งั้นคราวหน้าฉันจะแอบเอาลูกที่ใหญ่กว่านี้มาให้!”
เธอหลุดหัวเราะพรืด ก่อนหักมันเทศออกเป็นสองส่วน แล้วยื่นส่วนที่ใหญ่กว่าให้เขา
เขาส่ายหน้าแล้วดันกลับมา “เธอกินเถอะ ฉันเป็นพี่ชาย พี่ชายก็ต้องปกป้องน้องสาวสิ”
ผ่านมา 16 ปีแล้ว เด็กชายที่เคยพูดว่า “พี่ชายก็ต้องปกป้องน้องสาว” บัดนี้กลายเป็นยอดทหารฝีมือฉกาจที่ทุกคนชื่นชม
“แม่ครับ ทำไมร้องไห้ล่ะ?” เนี่ยนเนี่ยนยื่นมือมาเช็ดน้ำตาให้เธอ
“แม่ไม่ได้ร้องไห้” เจียงสุ่ยอิงยิ้มพลางดึงลูกเข้ามากอด “แม่ดีใจต่างหาก”
ฟ้าด้านนอกหน้าต่างค่อย ๆ มืดลง ผู้คนในตู้โดยสารต่างเอนซบกันหลับไป
เนี่ยนเนี่ยนก็หนุนตักเธอหลับไปเช่นกัน แก้มเล็ก ๆ แดงระเรื่อ
เจียงสุ่ยอิงนอนไม่หลับ เธอล้วงจดหมายฉบับสุดท้ายที่ชิ่งเหนียนส่งมาเมื่อ 3 ปีก่อนออกจากกระเป๋าด้านใน
ขอบกระดาษจดหมายรุ่ยจนเป็นขุย เธอพลิกอ่านซ้ำไปซ้ำมานับครั้งไม่ถ้วน ทุกตัวอักษรจำขึ้นใจได้หมด
ในจดหมายเขียนไว้ว่า “สุ่ยอิง พอเสร็จภารกิจฉันจะได้ลาพัก จะเอาเมล็ดสนจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือไปฝากเธอกับเนี่ยนเนี่ยน”
เธอไม่ได้เมล็ดสน แต่กลับได้รับหนังสือแจ้งการเสียชีวิตในหน้าที่
เธอพับจดหมายเก็บใส่กลับไป แล้วคลำกุญแจเงินครึ่งชิ้นในกระเป๋าเสื้อ
ชิ่งเหนียน เกิดอะไรขึ้นกับคุณกันแน่ ทำไมหลายปีมานี้ถึงไม่เขียนจดหมายกลับบ้านเลยสักฉบับ?
ในตู้เสบียง หวังจวินซื้อไข่ต้มให้เนี่ยนเนี่ยน เด็กน้อยกินจนไข่แดงเลอะเต็มหน้า
เจียงสุ่ยอิงเช็ดหน้าไปพลางถามไปพลาง “น้องหวัง สามีฉัน…อยู่ที่หน่วยเป็นยังไงบ้าง?”
“เก่งมากเลยครับ!” ดวงตาหวังจวินเป็นประกาย “เมื่อ 3 ปีก่อน ตอนทำภารกิจ กองพันเราถูกฝังอยู่ในถ้ำ ผู้บังคับกองพันลู่พาพวกเราขุดทางออกอยู่ 3 วัน 3 คืนกว่าจะออกมาได้!”
เจียงสุ่ยอิงถามต่ออย่างตื่นเต้น “แล้วหลังจากนั้นล่ะ?”
หวังจวินเกาหัวแล้วตอบว่า “เขาบาดเจ็บสาหัส สมองกระแทกจนมีปัญหา เหมือนจะความจำเสื่อม เรื่องเมื่อก่อนก็จำไม่ค่อยได้แล้วครับ”
มือของเจียงสุ่ยอิงกำแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว
ที่แท้เขาความจำเสื่อมจริง ๆ
ที่แท้ไม่ใช่ไม่อยากติดต่อเธอ แต่เขาลืมเธอไปจริง ๆ
“จริงสิ พี่สะใภ้” จู่ ๆ หวังจวินก็ลดเสียงลง “ตอนผู้บังคับกองพันลู่ได้รับการช่วยเหลือเมื่อ 3 ปีก่อน ในตัวเขามีจดหมายจากทางบ้านยับ ๆ ฉบับหนึ่ง ซองเขียนถึงสุ่ยอิง ต่อมาตอนคุณหมอจ้าวเสวี่ยถิงจากหน่วยแพทย์จัดข้าวของ ก็เก็บจดหมายฉบับนั้นไป บอกว่าจะช่วยเก็บไว้ให้ กลัวทำหายครับ”
ลมหายใจเจียงสุ่ยอิงสะดุดไปชั่วขณะ นั่นเป็นจดหมายที่เธอเขียนเอง!
“คุณหมอจ้าวเก็บจดหมายฉบับนั้นไว้ตลอดเลยเหรอ?” เสียงของเธอตึงเครียดขึ้น
“ครับ” หวังจวินพยักหน้า “คุณหมอจ้าวเป็นห่วงผู้บังคับกองพันลู่มาก มักเอาน้ำแกงกับยาไปให้ พวกเราคุยกันเองว่า…แค่ก พี่สะใภ้อย่าคิดมากนะครับ”
เจียงสุ่ยอิงไม่ได้พูดอะไร เพียงก้มมองเนี่ยนเนี่ยน
จ้าวเสวี่ยถิง เธอจำชื่อนี้ไว้แล้ว
จดหมายฉบับนั้นเธอเขียนถึงชิ่งเหนียน เธอต้องเอากลับคืนมาให้ได้
รถไฟแล่นโครมครามต่อเนื่องกัน 3 วัน 3 คืน
เย็นวันที่สาม ในที่สุดก็มาถึงภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จากนั้นยังต้องต่อรถโดยสารอีกหลายชั่วโมงกว่าจะถึงเฮยสือหลิ่ง
หวังจวินช่วยถือห่อสัมภาระ แล้วพาพวกเธอมุ่งหน้าไปยังหน่วยทหาร
ระยะทางก่อนถึงหน่วยอีกกว่า 20 ลี้ไม่มีรถวิ่ง พวกเธอเดินอยู่กว่า 2 ชั่วโมงกว่าจะไปถึง
หน้าประตูใหญ่มีทหารยามยืนเฝ้า ข้างป้อมยามตั้งป้ายแผ่นหนึ่ง มีตัวอักษรใหญ่เขียนว่า “หน่วย 308”
หวังจวินเดินเข้าไปพูดกับทหารยามสองสามคำ อีกฝ่ายส่ายหน้า
“พี่สะใภ้ ไม่ได้ครับ ทหารยามบอกว่าถ้าไม่มีหนังสือแนะนำตัวก็เข้าไปไม่ได้”
เจียงสุ่ยอิงชะงักไป เธอจะไปเอาหนังสือแนะนำตัวมาจากไหนกัน?
“ฉันไม่มี แต่ฉันเป็นภรรยาของลู่ชิ่งเหนียนจริง ๆ เด็กคนนี้ก็เป็นลูกชายของเขา ให้ฉันเข้าไปเจอเขาสักครั้งเถอะ”
“พี่สะใภ้ครับ หน่วยทหารมีกฎ ถ้าไม่มีเอกสารยืนยันตัวตนก็เข้าไปไม่ได้ครับ”
“ถ้าอย่างนั้นให้ลู่ชิ่งเหนียนออกมาเจอฉันได้ไหม?”
“วันนี้ผู้บังคับกองพันลู่มีภารกิจ ไม่ได้อยู่ในเขตหน่วยครับ”
“แล้วเขาจะกลับมาเมื่อไหร่?”
“บอกไม่ได้ครับ อาจจะคืนนี้ หรือไม่ก็พรุ่งนี้ พี่สะใภ้กลับไปก่อนดีไหมครับ แล้วพรุ่งนี้ค่อยมาใหม่?”
เนี่ยนเนี่ยนเกาะรั้วเหล็กหน้าประตูหน่วยทหาร เขย่งปลายเท้ามองเข้าไปข้างใน ดวงตากลมโตเบิกกว้างด้วยความอยากรู้อยากเห็น
“แม่ครับ! ข้างในมีคุณลุงเต็มไปหมดเลย มีรถบรรทุกคันใหญ่ด้วย!” เขาหันไปถามทหารยามด้วยเสียงอ้อแอ้ “คุณลุงครับ พ่อผมมีปืนด้วยไหมครับ? พ่อผมเก่งเวลาเล่นงานคนร้ายหรือเปล่า?”
ทหารยามที่ทำหน้าขึงขังแทบกลั้นยิ้มไว้ไม่อยู่ เขาย่อตัวลงหยอกเด็กน้อย “พ่อเธอเหรอ? พ่อเธอเป็นใครล่ะ?”
“พ่อผมชื่อลู่ชิ่งเหนียน! พ่อผมเป็นผู้บังคับกองพัน!” เนี่ยนเนี่ยนเชิดอกน้อย ๆ ขึ้น “แม่บอกว่าพ่อสูงกว่าบ้านอีกครับ!”
ทหารยามชะงักไปชั่วครู่ เหลือบมองเจียงสุ่ยอิงแล้วนิ่งเงียบ
