อวี่เหวินหยวนชะงักฝีเท้า แววตาพลันไหววูบด้วยประกายมืด ก่อนจะกระชับหญิงงามในอ้อมแขน แล้วก้าวยาวกลับไปยังตำหนักหย่งเล่อ
ทุกอย่างในตำหนักหย่งเล่อเตรียมพร้อมไว้แล้ว เมื่อเหล่าข้าหลวงเห็นชาจิ่วถูกอวี่เหวินหยวนอุ้มกลับมา ต่างก็พากันตกตะลึง
เรื่องนี้คงแพร่ไปทั่ววังหลังภายในคืนเดียว
ภายในตำหนักบรรทม อวี่เหวินหยวนวางชาจิ่วลงโดยไม่ทันระวัง แขนของเขาสัมผัสโดนแขนนาง นางจึงสูดลมหายใจด้วยความเจ็บปวด
“เป็นอะไรไป?” อวี่เหวินหยวนก้มลงเลิกแขนเสื้อนาง ผลปรากฏว่าบนแขนขาวดุจหยกมีรอยแดงเป็นริ้ว บาดเจ็บไม่น้อย
ชาจิ่วยิ้มเขินอาย “เกิดขึ้นตอนอาบน้ำเพคะ”
อวี่เหวินหยวนขมวดคิ้ว “อาบน้ำเหตุใดถึงเป็นเช่นนี้?”
“แม่นมผสมเถาแตงแห้งลงในผงถั่วอาบน้ำ บอกว่าต้องชำระร่างกายให้สะอาดเสียก่อน ถึงจะปรนนิบัติฝ่าบาทได้เพคะ”
ผู้พูดมิได้คิดอะไร ทว่าผู้ฟังกลับเข้าใจนัย อวี่เหวินหยวนพลันกระจ่างถึงความผิดปกติในเรื่องนี้
เถาแตงแห้งเป็นของที่ใช้กับข้าหลวงชั้นต่ำซึ่งไม่ค่อยได้อาบน้ำและมีขี้ไคลเกาะร่าง ชาจิ่วได้รับการทะนุถนอมมาตั้งแต่เล็ก ผิวขาวดุจหิมะไร้ตำหนิ ไหนเลยจะต้องใช้ของเช่นนี้อาบน้ำ?
เกรงว่าแม่นมผู้นั้นคงเป็นคนที่ตำหนักใดตำหนักหนึ่งส่งเข้ามา จุดประสงค์ก็เพื่อกลั่นแกล้งชาจิ่ว
อวี่เหวินหยวนมิได้แสดงโทสะออกมาในทันที ทว่าท่าทีเย็นชากว่าเมื่อครู่มาก
กลอุบายเช่นนี้เขาพบเห็นมานักต่อนัก
สนมเจาเผยบาดแผลให้เห็นโดยเจตนา ก็เพียงต้องการฟ้องแม่นมผู้นั้น
จากนั้นนางคงขอให้เขาตัดสิน แล้วลากตัวผู้อยู่เบื้องหลังออกมาใช่หรือไม่?
อวี่เหวินหยวนไม่ชอบสนมในวังหลังที่คิดคำนวณไปเสียทุกเรื่อง และนึกว่าตนฉลาดพอจะใช้เล่ห์กลกับเขา
“เจ็บหรือไม่?” อวี่เหวินหยวนถามอย่างไม่ใส่ใจ น้ำเสียงเย็นชา พลางเช็ดดาบประจำกายที่เอว
“ไม่เจ็บเพคะ” ชาจิ่วยิ้มหวานให้เขา
อวี่เหวินหยวนประหลาดใจ มือที่กำลังเช็ดดาบหยุดชะงัก
ชาจิ่วไม่ได้เอ่ยอะไรอีก ราวกับไม่คิดถือสาจริง ๆ
อวี่เหวินหยวนวางกระบี่ไว้บนที่พักเท้า สีหน้าเย็นเยียบดุจน้ำค้างแข็งอ่อนลงเล็กน้อย
ดูท่าเขาจะคิดมากไปเอง
นางกำนัลปรนนิบัติชาจิ่วล้างฝุ่นสกปรกออกจากเท้าเสร็จ ก็ถอยออกไปอย่างรู้กาลเทศะ
แสงเทียนในห้องสลัวลง บรรยากาศชวนให้ใจหวั่นไหว
อวี่เหวินหยวนถามอีกครั้ง “ไม่เจ็บจริงหรือ?”
คราวนี้ชาจิ่วไม่ปิดบังอีก ดวงตาดอกท้อพลันเอ่อคลอด้วยหยาดน้ำตาราวหมอกคลุมภูเขา น้ำตาคลออยู่ตรงขอบตาแต่ยังไม่ร่วง ริมฝีปากเล็กเบะลงอย่างน้อยใจ “เจ็บเพคะ”
กล่าวจบ นางก็ซุกตัวเข้าไปในอ้อมอกอวี่เหวินหยวน โอบเอวกำยำของเขาไว้
“แต่หากอดทนต่อความเจ็บนี้ได้ ก็จะปรนนิบัติฝ่าบาทได้เพคะ”
แม้แต่อวี่เหวินหยวนยังถูกการกระทำของชาจิ่วทำเอางุนงงไปชั่วขณะ
เขาขึ้นชื่อเรื่องกระหายเลือดและโหดเหี้ยม สนมในวังหลังนอกจากพระสนมเอกฮุ่ยกุ้ยเฟยแล้ว คนอื่น ๆ ล้วนหวาดกลัวจนหดหัวเหมือนนกกระทาเมื่อพบเขา เกรงว่าจะพูดหรือทำผิด
แม้แต่ฮุ่ยกุ้ยเฟยเอง เวลาพูดจาหรือกระทำสิ่งใดก็ยังแสดงความหวาดกลัวอยู่หลายส่วน
องค์หญิงน้อยผู้นี้ดูอ่อนหวานบอบบาง แต่กลับใจกล้าไม่น้อย
เขายกมือขึ้นลูบแผ่นหลังนางเบา ๆ ตั้งใจหยอกเย้า “ได้ยินว่าเจ้าชื่นชมและมีใจให้เจิ้นหรือ?”
ร่างบอบบางในอ้อมแข็งเกร็งขึ้น
“ขะ...ข้า...” ชาจิ่วตื่นเต้นจนแม้แต่คำแทนตนยังสับสน นางเงยใบหน้าแดงก่ำขึ้น “ผู้คนทั่วหล้าล้วนควรชื่นชมและมีใจให้ฝ่าบาท เรื่องนี้มีสิ่งใดไม่ถูกต้องหรือเพคะ?”
อวี่เหวินหยวนคว้าขาวน้อย ๆ ที่นางหดกลับไปไว้ มือสัมผัสได้ว่าเล็กประณีตและนุ่มนิ่มน่ารัก ไม่ต่างจากที่เขาจินตนาการไว้ในท้องพระโรงยามงานเลี้ยง
“เจิ้นไม่ได้ถามผู้คนทั่วหล้า เจิ้นถามเจ้า”
สายตาของเขาเปรียบดั่งธารน้ำแข็งลึกล้ำ เย็นเยียบจนชาจิ่วเผลอจมดิ่งลงไป ทว่ากลับรู้สึกกระวนกระวายอยู่ในใจ
“เหตุใดไม่พูด?”
อวี่เหวินหยวนไล้สัมผัสลงไปอีก ลมหายใจอุ่นระคนกลิ่นกำยานหลงเสียนแตะผ่านผิวกายนางทีละส่วน ราวกับขนอ่อนเส้นเล็กปัดไล้ไปมา
“ตอบเจิ้นมา”
ชาจิ่วถูกหยอกจนมึนงงอยู่บ้าง ทั้งเขายังบังคับให้นางตอบคำถาม ช่างลำบากใจเหลือเกิน จะพูดก็ไม่ได้ ไม่พูดก็ไม่ได้
นางทั้งอายทั้งร้อนใจ จึงเอ่ยตัดพ้อทั้งน้ำตาคลอ “รังแกกันเกินไปแล้ว!”
หญิงงามร่ำไห้ ชวนให้ผู้พบเห็นอดเวทนาไม่ได้
อวี่เหวินหยวนหัวเราะเบา ๆ
……
วันถัดมา
อวี่เหวินหยวนซึ่งมิได้นอนตลอดคืนกลับไม่รู้สึกเหนื่อยล้า ตรงกันข้ามยังสดชื่นกระปรี้กระเปร่า
เหล่าข้าหลวงกำลังปรนนิบัติแต่งกาย เขายืนอยู่ข้างเตียง มองชาจิ่วที่ยังหลับใหล รอยน้ำตาบนใบหน้ายังไม่แห้ง แล้วเอ่ยขึ้นว่า “จางลู่”
จางลู่เป็นขันทีใหญ่ผู้คอยรับใช้ข้างกายเขา
“พ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท หนูไฉอยู่นี่”
“ส่งแม่นมกับนางกำนัลที่ปรนนิบัติสนมเจาอาบน้ำเมื่อคืนเข้าเรือนจำหลวง สอบสวนให้หมด ผู้ใดกลั่นแกล้งสนมเจา ก็ถลกหนังพวกนางเสีย”
จางลู่ขานรับ แววตาพลันไหววูบ เขารู้ดีว่าฝ่าบาทกำลังระบายโทสะแทนพระสนมเจา
ดูท่าฝ่าบาทคงพอพระทัยการปรนนิบัติของพระสนมเจาเมื่อคืนยิ่งนัก
เมื่ออวี่เหวินหยวนจากไป ตำหนักบรรทมก็กลับคืนสู่ความเงียบสงบ ชาจิ่วจึงค่อย ๆ ลืมตาขึ้น
ระบบปิดการทำงานของฟังก์ชันบดบังเสียง แล้วเอ่ยชื่นชมจากใจจริง “ชาชา เจ้าเก่งจริง ๆ เมื่อคืนเจ้าไม่ได้เอ่ยปากสักคำ แต่วันนี้อวี่เหวินหยวนกลับลงโทษแม่นมที่ทำเรื่องชั่วเอง”
ชาจิ่วทำภารกิจมานานหลายปี ย่อมรู้ดีว่าบุรุษมีนิสัยเช่นไร
หากทำให้อวี่เหวินหยวนพึงพอใจบนเตียงได้ เรื่องเล็กน้อยเช่นนี้มีหรือเขาจะไม่ช่วยเหลือสักหน่อย?
“ระบบ อวี่เหวินหยวนมีค่าความรู้สึกดีต่อข้าเท่าไรแล้ว?”
“ยี่สิบเปอร์เซ็นต์”
เมื่อคืนหยอกล้อกันหกเจ็ดครา ยามนี้ทั่วร่างราวกับกระดูกจะแยกออกจากกัน ยังดีที่อย่างน้อยก็ได้ผลตอบแทนมาบ้าง
“เปิดดูร้านแลกเปลี่ยนของวิเศษหน่อย” ชาจิ่วยังไม่เคยเข้าไปดูร้านของวิเศษในระบบให้กำเนิดทายาท
ระบบแสดงแผงรายการตรงหน้าชาจิ่ว ของวิเศษทุกชิ้นปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจน
โอสถสำหรับตั้งครรภ์เป็นของที่ใช้บ่อยที่สุด หากต้องการลูกคนเดียวต้องใช้หนึ่งพันคะแนน ลูกแฝดใช้สองพันคะแนน ส่วนลูกหลายคนใช้สามพันคะแนน ทว่าต้องใช้โอสถบำรุงกำลังซึ่งมีราคาหนึ่งพันคะแนนควบคู่กัน มิฉะนั้นอาจคลอดยาก
ยังมีโอสถแสร้งตั้งครรภ์ โอสถโฉมเซียน โอสถชื่อเสียงเลื่องลือ...
“ประเดี๋ยว โอสถชื่อเสียงเลื่องลือนี่คือสิ่งใด?” ชาจิ่วถามอย่างสงสัย
ระบบกระแอมเบา ๆ “แค่ก ๆ เจ้าไม่ต้องสนใจเรื่องนี้หรอก โอสถใดก็เทียบไม่ได้กับผลพ่วงจากค่าความรู้สึกดีที่ผู้มีโชคชะตาแห่งสวรรค์มีต่อเจ้า ที่จริงแล้ว ยิ่งเจ้าอยู่กับผู้มีโชคชะตาแห่งสวรรค์บ่อยเท่าไร เขาก็ยิ่งหลงใหลเจ้า...”
“พอเถอะ ล่อแหลมเกินไปแล้ว” ชาจิ่วรีบห้าม
ระบบกล่าวว่า “ก็ได้ ค่าความรู้สึกดีหนึ่งเปอร์เซ็นต์แลกได้หนึ่งร้อยคะแนน ยามนี้คะแนนสะสมของเจ้ามีทั้งหมดสองพัน จงใช้ให้ดีเล่า”
ชาจิ่วเริ่มครุ่นคิด
ต้องรอให้ค่าความรู้สึกดีถึงห้าสิบเปอร์เซ็นต์จึงจะเริ่มตั้งครรภ์ได้ เช่นนั้นคงยังไม่แลกโอสถให้กำเนิดบุตรในยามนี้
ร่างกายของโม่เหลียนเยว่หัวนี้งดงามหาตัวจับยากอยู่แล้ว ทว่าบุรุษไม่มีผู้ใดไม่ชอบสตรีที่งามยิ่งกว่าเดิม
ชาจิ่วจึงใช้สามร้อยคะแนนแลกโอสถโฉมเซียน หลังใช้แล้วร่างกายจะค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงทีละวัน รูปโฉมจะงามดุจเซียน
นางยังแลกโอสถพละกำลังมหาศาลอีกหนึ่งขวด ใช้แล้วจะมีพละกำลังมหาศาลภายในเวลาหนึ่งก้านธูป สามารถปกป้องตนเองได้เมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝัน
ชาจิ่วเลือกดูของวิเศษอย่างเพลิดเพลิน ทว่าด้านนอกกลับมีเสียงนางกำนัลเตือนขึ้น
“พระสนม ใกล้ถึงเวลาถวายคำนับพระสนมเอกแล้ว ถึงเวลาลุกขึ้นแต่งองค์ทรงเครื่องเพคะ”
