เมื่อหมอหญิงเย็บบาดแผลเสร็จ ชาจิ่วก็หมดสติไปเพราะความเจ็บปวด
“เรียบร้อยแล้ว คืนนี้ต้องดูแลนางให้ดี อย่าให้บาดแผลถูกดึงรั้งจนปริแตก” หมอหญิงกำชับ
ภายในกระโจมเหลือคนเพียงสองคนอีกครั้ง
แม้ชาจิ่วจะหลับใหล แต่ร่างกายกลับสั่นเทาไม่หยุด ทั้งยังพึมพำอะไรบางอย่างออกมาเป็นระยะ
หนิงฉางถิงไม่กล้าวางนางลง เพราะเกรงว่าจะทำให้นางเจ็บ
เขาจึงนั่งกอดชาจิ่วอยู่เช่นนั้นตลอดคืน ไม่ขยับเปลี่ยนท่าแม้แต่น้อย
จนกระทั่งรุ่งสาง ท้องฟ้าเริ่มสว่าง ชาจิ่วยังคงพึมพำไม่หยุด
ในที่สุดหนิงฉางถิงก็ฟังออก
นางพูดอยู่ตลอดว่า “พี่ฉางถิง รีบหนีไป”
นางติดอยู่ในห้วงเวลาที่โจรป่ายกดาบขึ้นหมายจะฟันเขา
หนิงฉางถิงถอนใจแผ่วเบา ก่อนก้มลงปลอบข้างหูนาง “ข้าไม่เป็นไรแล้ว เยี่ยนซู ข้าไม่ได้บาดเจ็บ”
ระหว่างปลอบนาง มือที่วางอยู่ตรงเอวของชาจิ่วก็เริ่มตบเบา ๆ เป็นจังหวะ
คิ้วที่ขมวดแน่นของชาจิ่วคลายลงเล็กน้อย ในที่สุดเสียงพึมพำก็หยุดลง
หานผิงเลิกม่านกระโจมแล้วเดินเข้ามา
หนิงฉางถิงนำเสื้อคลุมชั้นนอกที่ถอดออกมาคลุมแผ่นหลังของชาจิ่วไว้อย่างหลวม ๆ ไม่ให้สัมผัสบาดแผล ทั้งยังช่วยปิดบังแผ่นหลังที่เปลือยเปล่า
หานผิงมองปราดเดียวก็รู้ว่าหนิงฉางถิงไม่ได้นอนทั้งคืน จึงยิ้มบาง ๆ แล้วเอ่ยว่า “ความสัมพันธ์ของท่านกับฮูหยินช่างดีนัก”
แววตาของหนิงฉางถิงหม่นลงเล็กน้อย ทว่าไม่ได้โต้แย้ง
หานผิงกล่าวว่า “ข้าส่งคนไปแจ้งข่าวที่จวนโหวจิ้งหย่วนแล้ว เมื่อคนจากจวนท่านมาถึง ข้าจะให้คนคุ้มกันพวกท่านลงจากเขา”
หนิงฉางถิงพยักหน้าด้วยความซาบซึ้ง “ขอบคุณใต้เท้าหาน”
หานผิงโบกมือ “เรื่องเล็กน้อย”
หลังจวนโหวได้รับข่าว ก็ส่งคนมารับอย่างรวดเร็วจริงดังว่า
