การอบรมของตระกูลสูงศักดิ์ที่ฝังลึกอยู่ในกระดูก ในที่สุดก็ทำให้หนิงฉางถิงหยุดยั้งลง
เขาหดกายกลับมาอย่างขุ่นเคืองตนเองอยู่บ้าง
ยังดีที่ราตรีมืดสลัว ช่วยบดบังการกระทำของเขาไว้
หลายคนตามหาอยู่แถวอารามเฉิงเอินนานกว่าครึ่งวัน แต่กลับไม่พบแม้แต่เงาของเสิ่นฉื่อซู่
มีความเป็นไปได้สูงว่านางจะกลับเข้าเมืองไปแล้ว
บ่าวรับใช้คนหนึ่งเสนอว่า “ซื่อจื่อ มิสู้พวกเรากลับจวนโหวไปดูก่อน บางทีคุณหนูฉื่อซู่อาจกลับไปแล้วก็เป็นได้”
“เช่นนั้นก็กลับไปก่อนเถิด” หนิงฉางถิงทำได้เพียงกล่าวเช่นนี้
คาดไม่ถึงว่าในป่าเขาอันเงียบสงัด พลันมีเสียงอึกทึกดังขึ้น เสียงฝีเท้าม้าวิ่งควบกับเสียงหัวเราะห้าวหาญของบุรุษประสานกัน
บ่าวรับใช้ตื่นตระหนก “แย่แล้ว! เป็นโจรภูเขา!”
ภูเขาที่ตั้งของอารามเฉิงเอินมีโจรภูเขาอยู่เสมอ พวกมันมักเลือกปล้นผู้แสวงบุญที่เดินทางผ่าน
กองตรวจตราแห่งนครเซิ่งจิงกวาดล้างโจรหลายครั้ง ทว่าโจรภูเขาแถบนี้กลับคล้ายวัชพืช ตัดไปกอหนึ่งก็ผุดขึ้นมาใหม่อีกกอ
หนิงฉางถิงไม่กลัวตาย ทว่าเขาพาชาจิ่วมาด้วย
เขากังวลว่าโจรภูเขากลุ่มนั้นจะเกิดความละโมบในความงามของชาจิ่ว
ยิ่งกลัวว่าตนจะปกป้องนางไว้ไม่ได้
เป็นไปตามคาด เหล่าโจรภูเขาควบม้ามาพร้อมคบเพลิง ในมือมีอาวุธเอวเหน็บดาบ เมื่อเห็นชาจิ่วและพวก สีหน้าก็เผยแววลามกหยาบโลนอย่างชัดเจน
“ที่นี่มีหญิงงามล่มเมืองอยู่คนหนึ่ง!”
“ฮ่า ๆ จับนางกลับไป ให้พวกเราผลัดกันเสพสุข!”
บ่าวรับใช้หลายคนจากจวนโหวถือพลองยาว ตั้งท่ารับมืออย่างระแวดระวัง
หนิงฉางถิงขวางชาจิ่วไว้ด้านหลัง ก่อนชักกระบี่ที่เอวออกมา
