“มีอะไรไม่กล้ากัน?”
เสิ่นฉื่อซู่ทนคำยั่วยุไม่ไหว จึงรับเสื้อผ้ามาแล้วเดินไปเปลี่ยนหลังฉากกั้น
ข้างหูมีเสียงหยอกเย้าหัวเราะต่อกระซิกของหญิงคณิกาหรูหลัน
เสิ่นฉื่อซู่ทั้งประหม่าและเขินอาย กว่าจะเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จก็ผ่านไปครู่ใหญ่
ยามนางเดินออกมาจากหลังฉากกั้น เซียวเหวินเกอก็ถึงกับเหม่อลอย
เสิ่นฉื่อซู่ไม่อาจเรียกได้ว่างดงามเลิศล้ำ ทว่ารูปร่างกลับดีไม่น้อย
ต่อให้หญิงคณิกาในหอหลันเซียงงดงามเพียงใด ก็ล้วนมีชาติกำเนิดจากครอบครัวยากจน ร่างกายย่อมเทียบไม่ได้กับผิวพรรณดุจหยกหิมะของคุณหนูจวนโหว ซึ่งได้รับการบำรุงอย่างประณีตด้วยเครื่องหอมและแป้งผัดหน้าอันล้ำค่านับไม่ถ้วน
เสิ่นฉื่อซู่ยังคงลังเลอยู่บ้าง “ต่อจากนี้พวกเราจะทำอะไรกัน?”
หากเป็นเรื่องที่ทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง นางไม่ทำเป็นแน่
ยามนี้นางยังไม่อาจจากจวนโหวไปได้
เซียวเหวินเกอได้สติกลับมา ก่อนหยิบผ้าคลุมหน้าผืนหนึ่งมาคลุมให้นาง “วางใจเถิด เมื่อเป็นเช่นนี้ คนอื่นก็จำเจ้าไม่ได้แล้ว”
เสิ่นฉื่อซู่สวมผ้าคลุมหน้า ปล่อยให้เซียวเหวินเกอจูงนางออกจากห้อง
นางทั้งหวาดกลัวและเฝ้ารอ
ความรู้สึกที่ได้หลุดพ้นจากการควบคุมและกฎเกณฑ์ของจวนโหว ช่างทำให้นางตื่นเต้นยิ่งนัก
บนระเบียงมีแขกที่มาเที่ยวหอคณิกาเดินผ่านเป็นครั้งคราว เมื่อเห็นรูปร่างของเสิ่นฉื่อซู่ ต่างก็จ้องตาค้างจนก้าวขาไม่ออก
หญิงคณิกาข้างกายแขกผู้นั้นปรายตามองเสิ่นฉื่อซู่อย่างไม่พอใจ
