อาภรณ์สีดำพลิ้วไหว ใบหน้าหล่อเหลาราวหยกงาม หนิงฉางถิงก้าวเข้ามา ท่วงท่าทั้งกายเผยความสูงส่งเย่อหยิ่งที่ติดตัวมาแต่กำเนิด
แสงจันทร์กระจ่างสาดต้องคิ้วตาคมคายได้รูปของเขา ยิ่งขับให้ดูเย็นชา
แม้แต่เสิ่นฉื่อซู่ที่ไม่ชอบเขา พอได้เห็นรูปโฉมและท่วงท่าสง่างาม ก็ยังอดใจลอยไปชั่วขณะมิได้
น่าเสียดาย รูปโฉมงามสง่าเช่นนี้ ทั้งยังเป็นสุภาพบุรุษผู้สง่างาม
เหตุใดจึงมีชะตาไร้ทายาทกันหนอ
หนิงฉางถิงไม่สนใจแววตาเวทนาและเสียดายอย่างชัดแจ้งของเสิ่นฉื่อซู่
สายตาของเขาหยุดอยู่ที่ชาจิ่ว ก่อนเอ่ยว่า “เรื่องวันนี้เป็นมารดาที่เข้าใจผิด ข้ากล่อมนางให้ยกเลิกการลงโทษพวกเจ้าแล้ว กลับไปพักผ่อนเถิด”
เสิ่นฉื่อซู่ลุกขึ้นจากเบาะกลม ก้มหน้าปิดบังสีหน้า ค้อมกายคารวะหนิงฉางถิง ก่อนจะหนีไปประหนึ่งเหาะได้
ราวกับกลัวว่าหนิงฉางถิงจะเผลอชอบนางเข้า
“ขอบคุณพี่ฉางถิง” ชาจิ่วลุกขึ้น แล้วคารวะเขาตามธรรมเนียม
หนิงฉางถิงมิได้กล่าวสิ่งใด เพียงพยักหน้ารับเล็กน้อย ก่อนหันกายจะจากไป
ชาจิ่วกลับจ้องแขนเสื้อของเขาแล้วเอ่ยว่า “เสื้อท่านขาดแล้ว”
หนิงฉางถิงก้มมองตามสายตานาง ก็พบว่าตรงแขนเสื้อมีรอยขาดเป็นทางยาวจริง ๆ
คงเกี่ยวขาดตอนลงจากรถม้า
หากไม่สังเกตให้ดี ย่อมมองไม่เห็น
ชาจิ่วหยิบชุดเข็มด้ายขนาดเล็กออกมาจากแขนเสื้อ ร้อยด้ายลงเข็ม แล้วตั้งใจเย็บซ่อมเสื้อให้เขา
แสงเทียนสลัว ชาจิ่วขยับเข้ามาใกล้ยิ่งขึ้นเพื่อเย็บซ่อม
กลิ่นหอมหวานของกุหลาบแผ่วจางแทรกซึมเข้าสู่ลมหายใจของหนิงฉางถิง ร่างกายเขาแข็งเกร็ง ก่อนจะเผลอคิดถอยหลังไปหนึ่งก้าว
