“คุณหนูตระกูลสูงศักดิ์พึงสำรวมและรักษาธรรมเนียม ทั้งยังควรศึกษาศิลปะอันสูงส่ง”
“จวนโหวเชิญอาจารย์หญิงมาสอนคุณหนูทั้งสอง ก็เพื่ออบรมเรื่องเหล่านี้ จะได้ไม่ก่อความผิดพลาดจนขายหน้าในงานเลี้ยงของเหล่าผู้สูงศักดิ์ในภายหน้า”
ณ เรือนฟังพิรุณ แม่นมซิ่งซึ่งฮูหยินผู้เฒ่าตั้งใจส่งมาอยู่ข้างกาย ได้กล่าวตักเตือนอบรมสั่งสอน
ฟ้ายังไม่ทันสว่างดี เสิ่นฉื่อซู่ก็ยืนฟังด้วยท่าทางงัวเงียไร้ชีวิตชีวา ไม่แสดงปฏิกิริยาใด
ส่วนชาจิ่วล้างหน้าด้วยน้ำเย็นจนตื่นเต็มตาแล้ว เครื่องหน้าและเสื้อผ้าก็เรียบร้อยกระปรี้กระเปร่าไร้ที่ติ
แม่นมซิ่งแอบจดจำเรื่องนี้ไว้ พลางครุ่นคิดบางอย่าง
สถานที่เรียนอยู่ที่สวนจือหลัน ยามชาจิ่วออกจากเรือนก็พบหนิงฉางถิงซึ่งกำลังเตรียมตัวเข้าประชุมในราชสำนักพอดี
หนิงฉางถิงสวมชุดขุนนางสีแดงชาด คาดสายคาดเอวประดับทอง รวบผมเรียบร้อยไร้ที่ติ ยิ่งขับให้ใบหน้าดูเย็นชาและยากเข้าใกล้
ชาจิ่วยอบกายคำนับพร้อมยิ้มให้เขา “พี่ฉางถิง อรุณสวัสดิ์”
หนิงฉางถิงหยุดฝีเท้า แล้วคำนับตอบนางเล็กน้อย
นับตั้งแต่รู้จักกันมา นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้ยินน้องสาวบุญธรรมผู้ห่างเหินผู้นี้กล่าวทักทายยามเช้า
เสิ่นฉื่อซู่ไม่ค่อยเต็มใจนัก แต่ก็จำต้องทักทายพร้อมชาจิ่ว
ใครจะรู้ว่านางยังไม่ทันยอบกาย หนิงฉางถิงก็หมุนตัวจากไปแล้ว
ราวกับไม่เห็นนางอยู่ตรงนั้น
ทั้งไม่สนใจด้วยซ้ำว่านางได้คำนับหรือไม่
เสิ่นฉื่อซู่พลันกระอักกระอ่วน จึงบ่นกับน้องสาวเสียงเบา “อยู่ดี ๆ เจ้าจะคำนับไปทำไม”
ชาจิ่วชะงักไป “เมื่อพบผู้อาวุโสในบ้านก็ต้องคำนับ พี่ชายเข้าราชสำนักก็ต้องกล่าวทักทาย มิใช่ธรรมเนียมปฏิบัติหรอกหรือ”
เสิ่นฉื่อซู่ตำหนินาง “คร่ำครึ! คนในครอบครัวเดียวกันจะต้องมีธรรมเนียมจุกจิกมากมายเช่นนี้ไปไย? บ้านควรเป็นที่ที่ผ่อนคลายและสนิทสนม มิใช่ใช้กฎเกณฑ์ไร้ประโยชน์กองโตมากดดันจนผู้คนหายใจไม่ออก”
