เรือนฟังพิรุณ
ชาจิ่วเอนกายพิงตั่งงามอย่างไม่เป็นท่า พลางแอบอ่านนิยายเล่มเล็กอยู่ ระบบก็ส่งเสียงขึ้นกะทันหัน
“ค่าความชื่นชอบของหนิงฉางถิงเพิ่มขึ้นแล้ว บัดนี้อยู่ที่ร้อยละ 30”
ชาจิ่วคาดการณ์ไว้แล้ว “ดูท่าเขาจะชอบบุปผามงคลทั้งห้าขวดนั้นไม่น้อย”
ขณะนั้น เสี่ยวเหมย สาวใช้คนสนิทเคาะประตูจากด้านนอก “คุณหนู ซื่อจื่อมาแล้วเจ้าค่ะ”
ชาจิ่วประหลาดใจ
ไม่จริงกระมัง หรือหนิงฉางถิงจะมาขอบคุณถึงที่?
หรือว่าเขาจะพบความลับในถุงหอมแล้ว?
ชาจิ่วลุกขึ้นจัดเสื้อผ้า ก่อนส่องกระจกปรับสีหน้าให้กลับมาอ่อนโยนเรียบร้อยสมเป็นกุลสตรี แล้วจึงค่อย ๆ เดินออกไป
“พี่ฉางถิง สวัสดียามบ่าย”
พอชาจิ่วเห็นหนิงฉางถิง ดวงตาดอกท้อคู่นั้นก็คลี่ยิ้มละมุน
หนิงฉางถิงเม้มปาก
ไม่ทักยามเช้า ก็ทักยามบ่าย
นอกจากสองประโยคนี้แล้ว นางไม่มีเรื่องอื่นอยากพูดกับเขาบ้างหรือ?
ช่างเถิด
หนิงฉางถิงยื่นกล่องอาหารในมือให้ น้ำเสียงฟังดูไม่ใส่ใจ “นี่ให้เจ้า”
ชาจิ่วรับมา พอเห็นตราประทับลายดอกเหมยบนกล่อง ก็จำได้ว่าเป็นของจากหอเจินเว่ย
ดวงตาของนางเปี่ยมประกายยินดี มองหนิงฉางถิงแล้วเอ่ยว่า “ขนมของหอเจินเว่ย ในเมืองเซิ่งจิงไม่มีที่ใดอร่อยเท่าของพวกเขาแล้ว นี่พี่ฉางถิงตั้งใจซื้อมาให้ข้าหรือ?”
หนิงฉางถิงปากแข็ง “เปล่า แค่บังเอิญพบเข้า”
สีหน้าของหย่งอันยิ่งพิกล
เห็นชัด ๆ ว่าอ้อมทางไปซื้อมา ไฉนถึงเรียกว่าบังเอิญได้เล่า?
ชาจิ่วเปิดกล่องอาหาร อดอุทานด้วยความชื่นชมไม่ได้
ข้างในเรียงขนมรูปดอกไม้อันประณีตไว้ แต่ละชิ้นล้วนแตกต่างกัน
หย่งอันเองก็ประหลาดใจ
มิน่าซื่อจื่อถึงไม่ยอมให้บ่าวยกกล่องอาหารนี้มา สีผงน้ำตาลของขนมแต่ละชิ้นไม่เหมือนกัน รูปร่างก็แตกต่างกัน เกรงว่าซื่อจื่อคงกลัวบ่าวยกไม่ระวังจนสีปนกัน ทำให้ดูไม่งาม
