สีหน้าของอวี่เหวินหยวนค่อย ๆ เคร่งขรึมลง ราวกับจมดิ่งอยู่ในอดีตอันเจ็บปวด
“เยว่หัว บัลลังก์นี้มิได้มาโดยง่าย ครั้งนั้นเราช่วงชิงตำแหน่งรัชทายาทแทบเอาชีวิตไม่รอด เพื่อสิ่งนี้เราสูญเสียมารดา เติบโตขึ้นท่ามกลางการกดข่มของไทเฮาในยามนั้น ตลอดหลายปีที่ผ่านมาเราถูกลอบทำร้ายอยู่ไม่น้อย ร่างกายนี้ก็ถูกพิษกัดกร่อนจนทรุดโทรม”
ฝ่ามือหยาบกร้านของอวี่เหวินหยวนลูบไล้ใบหน้าชาจิ่ว ดวงตาลึกล้ำคู่นั้นบัดนี้เต็มไปด้วยความโศกเศร้าอันเปราะบาง
“เยว่หัว เราอยากมีลูกสักคนจริง ๆ เพื่อสืบทอดแผ่นดินอันรุ่งเรืองที่เราภาคภูมิใจ”
คำเผยความในใจที่หาได้ยากนี้ทำให้ชาจิ่วเหม่อลอยไป
ในชั่วขณะนั้น นางสัมผัสได้อย่างลึกซึ้งว่า ภายใต้อำนาจอันสูงส่งไร้ผู้ใดเทียบของฮ่องเต้ ก็ยังมีด้านที่ไร้กำลังและเปราะบางอยู่เช่นกัน
บางทีนี่อาจเป็นความหมายที่ระบบให้กำเนิดทายาทพานางมาอยู่ข้างกายอวี่เหวินหยวนก็เป็นได้
ชาจิ่วกุมมือใหญ่ของอวี่เหวินหยวนไว้ทั้งสองมือ ก่อนจะถูไถฝ่ามืออุ่นร้อนของเขาอย่างอาลัยอาวรณ์
“หม่อมฉันละอายใจเพคะ” ชาจิ่วเอ่ยอย่างกระดากอาย “ที่จริงหม่อมฉันกลัวไทเฮากับกุ้ยเฟยฮุ่ยอยู่บ้างเพคะ”
อวี่เหวินหยวนย่อมรู้เรื่องนี้ดี เขาปลอบว่า “อย่ากลัวไป เราจะส่งองครักษ์ลับติดตามไปคุ้มครองความปลอดภัยของเจ้า”
ไทเฮากับกุ้ยเฟยฮุ่ยยังไม่มีสิทธิ์แตะต้องคนของเขา
ชาจิ่วอ้ำอึ้งอยู่ครู่หนึ่ง กว่าจะเอ่ยสิ่งที่เหลือออกมาได้ “อีกเรื่องหนึ่งคือ... หม่อมฉันกลัวว่าพอกลับจากตำหนักไท่หัวแล้ว ฝ่าบาทจะไม่ต้องการหม่อมฉันอีกเพคะ”
นางแอบช้อนตามองเขา แววตาเต็มไปด้วยความไม่สบายใจ
