หว่านเหอซึ่งเอาแต่นิ่งเงียบอยู่ข้างกายมาตลอด จู่ ๆ ก็ขมีขมันขึ้นมา เอ่ยอาสาว่า “ให้ข้าน้อยไปดูดีหรือไม่”
ชาจิ่วเหลือบมองนาง แสร้งทำเป็นไม่รู้ความคิดของนาง “เช่นนั้นก็ไปดูเถิด”
“ระวัง อย่าให้เขาหลอกเอาได้”
ประโยคสุดท้ายแฝงคำเตือนอยู่เต็มเปี่ยม ทว่าหว่านเหอมัวแต่ร้อนใจจนเดินออกไป ไม่ได้ฟังให้ดีแม้แต่น้อย
หว่านซิงรู้สึกว่านางผิดปกติ จึงหันมามองนายหญิงอย่างลังเล “เหนียงเหนียง...”
ชาจิ่วมองประตูซึ่งไร้เงาคนไปนานแล้ว ก่อนกล่าวเสียงเรียบ “ทุกคนล้วนมีหนทางของตนเอง ในเมื่อนางเลือกแล้ว ก็ปล่อยให้นางทำตามใจเถิด”
หว่านเหอออกไปครานี้ กว่าจะกลับมาก็เกือบถึงเวลาเสวยมื้อกลางวันของชาจิ่ว
ทันทีที่นางก้าวเข้ามา ชาจิ่วก็สังเกตเห็นว่ามวยผมของนางเพิ่งจัดใหม่ ทั้งตรงคอเสื้อยังมีรอยยับอยู่บ้าง ใบหน้าเปี่ยมสีสันแห่งวสันต์
ในมือยังหิ้วกล่องอาหารใบหนึ่ง ราวกับเตรียมไว้เป็นข้ออ้างสำหรับการหายไปนาน
“เหนียงเหนียง ข้าน้อยออกไปเดินดูรอบหนึ่ง ไม่พบผู้ใด คิดว่าคงเป็นเพียงเงาแมวหรือสุนัขกระมัง”
กล่าวจบ นางก็ฝืนยิ้ม ก่อนชูกล่องอาหารในมือขึ้น “ข้าน้อยไปหาอาหารเจจากห้องครัวของตำหนักไท่หัวมาเล็กน้อย นำกลับมาให้เหนียงเหนียงลองชิมเจ้าค่ะ”
ชาจิ่วไม่ได้เปิดโปงนาง เพียงกินอาหารที่จื่อโหรวจัดไว้พลางกล่าวว่า “วางไว้ตรงนั้นเถิด”
อาหารเจของตำหนักไท่หัวล้วนกำหนดปริมาณไว้เรียบร้อย แล้วส่งไปยังห้องพักแต่ละห้องล่วงหน้าเสียด้วย จะต้องไปหยิบด้วยตนเองได้อย่างไร?
แม้แต่ข้ออ้าง หว่านเหอก็ยังหาได้อย่างขอไปที
เมื่อเห็นว่าข้างกายชาจิ่วมีคนคอยรับใช้เพียงพอแล้ว หว่านเหอมองห้องชั้นในอันว่างเปล่า พลันเกิดความคิดอื่นขึ้นมา
