อ้วนลิ่งฮวาพูดว่า “ก็คิดแบบนั้นสิ ตอนหนีภัยเสบียงหมด หลานชายของเจ้าหิวจนร้องไห้สะอึกสะอื้น ส่วนลูกสะใภ้แอบเอาของกินให้หลานสาวลับหลังเจ้า แต่เจ้าดันเห็นเข้า”
พอยายจ้าวได้ยินคำว่า “หลานชายหิวจนร้องไห้สะอึกสะอื้น” คิ้วก็ขมวดเข้าหากันทันที
อ้วนลิ่งฮวาพูดต่อว่า “ตอนด่า ก็ให้นึกถึงภาพหลานรักของเจ้าที่กำลังหิวโหย แล้วก็นึกถึงลูกสะใภ้ที่มีของกินแต่เอาให้หลานสาว ไม่ยอมให้หลานรักของเจ้า”
สีหน้ายายจ้าวเปลี่ยนไป บ้านนางมีหลานชายแค่คนเดียว เขาเป็นแก้วตาดวงใจของนาง
ถ้าลูกสะใภ้กล้ารังแกหลานรัก นางจะฉีกอกมันให้ได้ ลืมไปเสียสนิทว่าลูกสะใภ้ก็ลำเอียงเข้าข้างลูกชายตัวเองไม่แพ้กัน แถมยังยิ่งกว่านางเสียอีก
อ้วนลิ่งฮวาเห็นสีหน้ายายจ้าวได้ที่แล้ว ก็ถอยไปข้างหลัง “เอาล่ะ ลองด่าสักสองสามคำดู”
ตอนแรกยายจ้าวยังเก้ ๆ กัง ๆ อ้าปากแล้วก็ส่งเสียงไม่ออก
อ้วนลิ่งฮวาไม่ได้เร่ง เพียงยืนรออยู่เงียบ ๆ
ผ่านไปครู่หนึ่ง ยายจ้าวนึกถึงหมั่นโถวใส่น้ำตาลที่ได้มา แล้วก็พยายามนึกถึงภาพหลานรักหิวจนร้องไห้ ยิ่งคิดก็ยิ่งโกรธ ไฟโทสะพลันลุกโชน
“นังตัวดี!”
นางตบต้นขาตัวเอง เสียงดังจนแม้แต่อ้วนลิ่งฮวายังสะดุ้ง
“หลานรักของข้าหิวจนร้องไห้ แต่เจ้ากลับแอบเอาของกินให้พวกตัวกินเปล่าพวกนั้น! นี่เป็นแม่คนหรือไง?! หัวใจทำด้วยเนื้อหรือเปล่า?!”
ยิ่งด่ายิ่งได้ใจ นิ้วชี้ไปในอากาศ ดวงตาเฉียงคมกลอกขึ้น ร่างสั่นระริกไปทั้งตัว
ลูกสะใภ้คนโตของยายจ้าวทำงานบ้านเสร็จแล้วก็รีบมาหา ได้ยินเสียงแม่สามีตั้งแต่ไกล ๆ ก็ใจหาย รีบวิ่งเข้าไปทันที
