หวังเหลียนฮวารู้สึกประหลาดใจอยู่บ้าง เธอไม่คิดว่าสือหยวนเหรินจะช่างสังเกตขนาดนี้
ยังไม่ทันคิดว่าจะตอบอย่างไร สือหยวนเหรินก็ยิ้มแล้วพูดต่อว่า “พี่อ่านพระสูตรจนได้กลิ่นอายเซนมาเลยหรือเปล่าครับ? ถ้าอยู่ในหนังจอมยุทธ์ พวกพระอาจารย์ชั้นสูงคงแย่งกันรับพี่เป็นศิษย์แน่ ๆ”
หวังเหลียนฮวาถูกเขาหยอกจนหัวเราะ เธอจะบอกได้อย่างไรว่าช่วงนี้ตัวเองไปอยู่ที่วัดชิงเหลียนบ่อย ๆ และได้เรียนรู้จากพระอาจารย์อู๋จู้มาพักหนึ่ง จนอาจซึมซับ “ความสงบแบบเซน” จากท่านมาบ้าง เธอคิดแล้วตอบว่า “คงเพราะอ่านพระสูตรแล้วขบคิดมากไปหน่อย แถมช่วงนี้ยังจมอยู่กับการทำความเข้าใจบทบาท เลยเผลอเรียนแบบพระอาจารย์อู๋เนี่ยนเข้า”
สือหยวนเหรินพยักหน้าอย่างตื่นเต้น “ผมว่าพี่มีความสงบแบบเซนขนาดนี้ ถ่ายได้เลยนะครับ แต่ในเมื่อวางแผนไว้แล้ว ไหน ๆ ก็มาแล้ว แน่นอนว่าต้องลองสัมผัสชีวิตดูสักหน่อย”
หวังเหลียนฮวาพยักหน้า
รถค่อย ๆ แล่นเข้าไปในตรอกแคบ ๆ ที่ชื่อว่า “หน้าวัดเฉิงเทียน”
พื้นถนนปูด้วยอิฐหินสีเขียวเทาดูเก่าแก่ บ้านเก่าสองข้างทางยังพอมองเห็นเค้าโครงกำแพงขาวกระเบื้องดำในอดีต ทว่าผ่านแดดฝนมานาน ปูนฉาบสีขาวก็หลุดล่อน เผยให้เห็นอิฐเขียวด้านล่าง บนขอบหน้าต่างบ้านบางหลังมีวางกระถางดอกไม้ ใต้ชายคาตากผ้าไว้ สายไฟเหนือศีรษะพันไขว้กันราวกับใยแมงมุม เสียงกระดิ่งจักรยานดังมาจากที่ไกล ๆ
