ผ่านไปครู่ใหญ่ เขาถึงได้เอ่ยถามเสียงเบา ราวกับกลัวจะไปรบกวนอะไรเข้า “ตอนนี้คุณรู้สึกยังไงบ้างครับ?”
หวังเหลียนฮวาเงยหน้าขึ้นมองเขา
แววตาของเธอใสกระจ่างราวกับน้ำพุบนภูเขา ไร้สิ่งเจือปน ไร้ความสับสน มีเพียงบางสิ่งที่จางเบาเหลือเกิน ราวกับแสงจันทร์
“ต้นแปะก๊วยต้นนั้นคือ ‘ความว่างเปล่า’ ส่วนที่นี่...” เธอเอ่ย “คือ ‘การมีอยู่’”
สือหยวนเหรินขยับเข้าไปใกล้อีกสองสามก้าว ก่อนนั่งลงบนก้อนหินข้างเธอ
หวังเหลียนฮวาทอดสายตามองป่าไผ่เบื้องหน้า แล้วเอ่ยช้า ๆ “ความว่างเปล่าของต้นแปะก๊วยโบราณคือมันจากไปแล้ว แต่ความรู้สึกยังคงอยู่ ส่วนการมีอยู่ของที่นี่คืออยู่ตรงนี้มาตลอด เหมือนไผ่พวกนี้ ถึงจะไม่พูดอะไร แต่ก็อยู่ตรงนี้เสมอ ลมพัดมาก็ไหวเอน ฝนตกมาก็ปล่อยให้ชะล้างอย่างเงียบ ๆ ไม่รีบร้อน ไม่ใส่ใจอะไรทั้งนั้น”
สือหยวนเหรินมองเธอ น้ำเสียงเบาลงกว่าเดิม “อาจารย์ครับ พร้อมหรือยัง?”
หวังเหลียนฮวายิ้มให้เขา รอยยิ้มนั้นใสสะอาด ไร้เรื่องกลุ้มใจ ไร้เล่ห์เหลี่ยม ราวกับคนคนหนึ่งนั่งอยู่ในป่าไผ่ อาบแดดอย่างสบายใจ
“พร้อมแล้ว” เธอตอบ
บทนี้จำเป็นต้องโกนหัวจนเกลี้ยง
สือหยวนเหรินเคยบอกหวังเหลียนฮวาเรื่องนี้ตั้งนานแล้ว และตอนที่เธอตัดสินใจรับบทนี้ เธอก็เตรียมใจเอาไว้เรียบร้อย
ที่จริง เรื่องนี้ไม่ง่ายสำหรับเธอเลย
ตั้งแต่เด็ก เธอได้รับการอบรมสั่งสอนและปลูกฝังค่านิยมมาจากโลกอีกฝั่งว่า ห้ามตัดผม
ต่อให้เป็นหญิงสาวจากครอบครัวยากจนที่ต้องทำงานหนักในไร่นาและงานบ้านจนผมยาวเกะกะ ก็ยังแทบไม่มีใครตัดสั้น พวกเธอจะหาทางรวบเก็บให้เรียบร้อยแทน
นอกจากบ้านจะขัดสนจนแทบไม่มีอะไรกิน หรือจำเป็นต้องใช้เงินจริง ๆ พวกเธอถึงจะยอมตัดผมยาวที่ไว้มาเป็นปี ๆ ขายให้พ่อค้าที่รับซื้อไปทำวิกผม
