คนที่พูดคืออ้ายจิ้นเสวีย ซึ่งนอนอยู่ตรงมุมห้อง เขามีชื่อเล่นว่า “อ้ายอ่านหนังสือ” ครอบครัวทำมาหากินเล็ก ๆ น้อย ๆ ไม่ได้ร่ำรวยอะไร พ่อของเขาจ่ายเงินจ้างบัณฑิตซิ่วไฉให้ตั้งชื่อ โดยหวังว่าเขาจะร่ำเรียนจนมีอนาคต
อ้ายจิ้นเสวียตั้งใจเรียน หัวก็ไม่ทึบ แต่ลายมือกลับย่ำแย่สุด ๆ เขียนคดไปคดมาเหมือนรอยตีนไก่ ที่แย่กว่านั้นคือเขาเป็นคนถือตัว ช่วงนี้พอเห็นเฉินฮุ่ยได้รับคำชมเรื่องลายมือจากอาจารย์ แถมเพื่อนร่วมชั้นยังล้อมหน้าล้อมหลังขอคำชี้แนะ เขาก็ทั้งอิจฉาทั้งหมั่นไส้
คำพูดเมื่อครู่นี้เปรี้ยวจนเอาไปดองผักได้แล้ว
เฉินฮุ่ยไม่โกรธ แค่ยิ้มบาง ๆ แล้วพูดว่า “พี่อ้ายพูดถูก ข้าควรท่องตำราให้มากกว่านี้ ดึกแล้ว พวกเรานอนกันเถอะ” พูดจบก็พลิกตัวหันหลังให้ ไม่เอ่ยอะไรอีก
อ้ายจิ้นเสวียรู้สึกเหมือนต่อยลงบนปุยนุ่น อยากพูดอะไรต่อแต่ก็พูดไม่ออก ได้แต่กลั้นใจพลิกตัวหลับตา จ้าวเสี่ยวเอ้อร์แลบลิ้นใส่เขา ก่อนจะถูกคนข้าง ๆ ดึงแขนไว้ จึงยอมสงบปากสงบคำ
เช้าวันรุ่งขึ้น ในชั้นเรียนรอบเช้า อาจารย์โจวเริ่มจากตรวจลายมือตามปกติ
“เฉินฮุ่ย” พออาจารย์โจวเอ่ยชื่อนี้ น้ำเสียงก็อ่อนโยนขึ้นเล็กน้อย มุมปากมีรอยยิ้มแต้มอยู่
เฉินฮุ่ยลุกขึ้น ยื่นกระดาษที่เขียนเสร็จแล้วให้อาจารย์โจวด้วยสองมือ อาจารย์โจวรับไปคลี่ออก พลิกดูอยู่ครู่หนึ่ง แทนที่จะวางบนโต๊ะแล้ววิจารณ์เหมือนทุกครั้ง เขากลับชูกระดาษขึ้นให้ทุกคนในชั้นได้เห็น
“พวกเธอดูน้ำหนักพู่กันนี่สิ เส้นนอนเสมอกัน เส้นตั้งตรงเป๊ะ เส้นตวัดก็มีคม โดยเฉพาะตัวอักษร ‘หย่ง’ ตัวนี้ แปดวิธีเขียนตัวหย่งมีครบทั้งแปดแบบ พวกเธอเขียนกันมากี่ปีแล้ว มีสักกี่คนที่ทำได้แบบนี้?”
ทั้งชั้นเงียบกริบ ทุกสายตาจับจ้องไปที่เฉินฮุ่ย เขาก้มหน้า ใบหูแดงระเรื่อ ในใจก็แอบดีใจ แต่ยังเตือนตัวเองอยู่เงียบ ๆ ว่าต้องจำคำของแม่ไว้ อย่าลำพองเกินไป ต่อจากนี้ต้องขยันหมั่นเพียรให้มากกว่าเดิม และทำให้สิ่งที่เรียนรู้มา “มีที่มาและผ่านการพินิจพิเคราะห์ได้”
