ครั้งนี้หวังเหลียนฮวาเดินทางเข้าเมืองหลวงด้วยตารางงานแน่นเอี้ยด พอออดิชันเสร็จก็ต้องบินกลับทันที ตอนเย็นยังมีออดิชันโฆษณา ส่วนวันมะรืนกับวันถัดไปจะเริ่มถ่ายทำอย่างเป็นทางการ
ในห้องออดิชันเงียบสงัด บรรยากาศดูอึมครึมอยู่เล็กน้อย
นอกจากผู้กำกับกัวเหวยหมิง คนเขียนบท และโปรดิวเซอร์แล้ว ตรงมุมห้องยังมีผู้ช่วยช่างภาพยืนแบกกล้องอยู่คนหนึ่ง ไฟสีแดงตรงกล้องสว่างขึ้น เล็งไปยังกลางห้อง บันทึกทุกอย่างไว้เงียบ ๆ
เผยลั่วเหรินยืนอยู่ริมหน้าต่าง แดดยามนี้ลอยสูงจนแสบตา เขายืนตากแดดอยู่อย่างนั้น เงาบนพื้นด้านหลังบิดเบี้ยวพร่าเลือนเล็กน้อย
ตอนหวังเหลียนฮวาผลักประตูเข้ามา ภาพที่เห็นก็คือฉากนี้ จิวเพ่ย์ที่เดินตามหลังเธอเข้ามาเหมือนถูกบรรยากาศกดดันจนเงียบกริบ แม้แต่ฝีเท้าก็เบาลงโดยไม่รู้ตัว
ไม่มีนักแสดงคนอื่นมายืนรอคิว วันนี้มีแค่เธอคนเดียว
ก่อนหน้านี้มีคนเข้าทดสอบไปหลายสิบคนแล้ว แต่เผยลั่วเหรินไม่พอใจสักคน บางคนแสดงได้ปลอมเกินไป บางคนก็สมจริงเกินไป จนเหลือแต่ความคลุ้มคลั่ง ไม่เหลือความเป็นมนุษย์
ห้องนี้รอเธอมานานแล้ว
หวังเหลียนฮวาเดินไปยืนกลางห้อง แล้วก้มคำนับเล็กน้อย
“สวัสดีค่ะทุกท่าน ฉันหวังเหลียนฮวาค่ะ”
ผู้กำกับกัวพยักหน้า มองเผยลั่วเหรินแวบหนึ่ง ก่อนชี้ไปยังรถเข็นเก่าข้าง ๆ แล้วบอกหวังเหลียนฮวาว่า “ลองเล่นฉากชุ่ยฟางอยู่ในลานบ้านของสถานดูแลผู้สูงอายุ ลู่เฉินปลอมตัวเป็นผู้ดูแลเพื่อเข้าใกล้เธอ เธอแกล้งทำเป็นคนสติไม่ดีมาตลอด แต่ก็ต้องทำให้ลู่เฉินรู้สึกว่าเธอมีบางอย่างผิดปกติ”
