“พี่หวัง!”
หวังเหลียนฮวาหันไปมอง ก็เห็นเฉียนจินยวี่สวมชุดเดรสลายดอกไม้เล็ก ๆ มือหิ้วถุงผ้า เดินยิ้มร่ามาหา
“จินยวี่ รอนานหรือเปล่า?” หวังเหลียนฮวารีบเดินเข้าไปหา
เฉียนจินยวี่ตอบว่า “ไม่นาน ฉันเพิ่งเรียนเต้นเสร็จ อยู่ชั้นสามทางโน้นเอง” พูดพลางยกถุงผ้าในมือขึ้น “ไปกันเถอะ ของฉันเตรียมมาครบแล้ว ไปสวนสาธารณะร้องเพลงกัน”
หวังเหลียนฮวาขานรับ แล้วเดินตามเธอไป
เธอรู้สึกว่าน้องเฉียนคนนี้นิสัยดี แถมยังรู้อะไรตั้งหลายอย่าง จึงอยากคบหากับเธอให้มากขึ้น จะได้เรียนรู้อะไรจากเธอเพิ่มอีกสักหน่อย
แถวนี้ตอนกลางคืนดูเหมือนคนจะเยอะกว่าตอนกลางวันเสียอีก ทุกหนทุกแห่งสว่างไสวไปด้วยแสงไฟ ร้านค้าสองข้างทางเปิดประตูกว้าง ภายในสว่างยิ่งกว่าตอนกลางวันเสียอีก จนหวังเหลียนฮวามองอะไรแทบไม่ทัน
เดินเลี้ยวเข้ามาในสวนสาธารณะ ยิ่งเดินลึกเข้าไปคนก็ยิ่งเยอะ สุดท้ายเสียงผู้คนก็ดังอื้ออึงไปหมด
หวังเหลียนฮวาถึงกับตาค้าง
ที่นี่ใหญ่โตเกินไปแล้ว!
ถนนกว้างทอดยาวเข้าไปด้านใน สองข้างทางมีต้นไม้เขียวชอุ่ม ใต้ต้นไม้มีม้านั่งยาว ผู้คนกำลังนั่งคุยกัน เดินเข้าไปอีกหน่อย แสงไฟก็สว่างราวกับกลางวัน ผู้คนจับกลุ่มกันเป็นวง ๆ บ้างเต้นรำ บ้างรำมวย บ้างก็สะบัดแส้ยาว ๆ ส่งเสียงเพียะ ๆ จนเธอสะดุ้ง
เฉียนจินยวี่จูงเธอเดินเข้าไป “ไปกันเถอะ หาที่ว่างสักที่”
หวังเหลียนฮวาเดินตามเธอไป สายตากวาดมองไปรอบ ๆ ไม่หยุด
ตรงลานว่างทางซ้าย มีกลุ่มคนสวมชุดสีขาวขยับตัวช้า ๆ ท่วงท่าอ่อนโยนเนิบนาบ ราวกับกำลังพายอยู่ในน้ำ
เฉียนจินยวี่บอกว่านั่นคือการฝึกไทเก๊ก ผู้สูงอายุฝึกแบบนี้ดี ช่วยให้ร่างกายแข็งแรง
ตรงลานทางขวา มีคนเข้าแถวเรียงกันอย่างเป็นระเบียบ กำลังเต้นรำอย่างสนุกสนาน ดนตรีดังตึง ๆ จังหวะเร็วและเร้าใจ คนที่ยืนอยู่แถวหน้าสองสามคนสวมเสื้อผ้าระยิบระยับ เอาผ้าแพรสีแดงผูกเอวไว้ ส่ายสะโพกกันอย่างสุดเหวี่ยง
ข้างหน้ามีคนกำลังร้องเพลง
ชายสูงวัยคนหนึ่งถือไมโครโฟนร้องใส่เครื่องที่วางอยู่บนขาตั้ง ผู้คนกลุ่มหนึ่งนั่งฟังอยู่ข้าง ๆ พอร้องจบก็มีเสียงปรบมือดังขึ้น หวังเหลียนฮวาฟังไม่รู้เรื่องว่าชายคนนั้นร้องอะไร แต่ทำนองเสียงสูงมาก เขาร้องจนหน้าแดงคอแดง
