หวังเหลียนฮวาไม่รู้ว่าการถ่ายลองเทกยาวคืออะไร ยิ่งไม่รู้จักคำว่า “สไตล์สารคดี”
คนในหนังเรื่องนี้ทำให้เธอรู้สึกเหมือนไม่ได้กำลังแสดงละคร
ราวกับคนธรรมดากำลังใช้ชีวิตกันอยู่ แต่ที่แปลกคือเธอกลับดูเพลินมาก
จนกระทั่งจิวเพ่ย์โทรมา เธอถึงได้สติ
หลังวางสาย เธอดูช่วงสุดท้ายซ้ำอีกครั้ง ก่อนจะปิดโทรศัพท์มือถืออย่างอาลัยอาวรณ์
ที่แท้หนังเป็นแบบนี้นี่เอง
ที่แท้ละครก็แสดงแบบนี้ได้ด้วย
แม้กระทั่งรับเงินแล้วเดินออกจากกองถ่าย เธอก็ยังครุ่นคิดถึงหนังเรื่องนั้นอยู่
กลับถึงบ้าน เฉินเหวินหลงเป็นคนแรกที่เห็นเธอ เขาวิ่งเข้ามาร้องเรียก “คุณย่า! วันนี้ผมก็ช่วยงานด้วยนะ!”
เฉินหว่านซีพูดเสียงอ้อแอ้ “คุณย่า หนูก็ช่วยงานเหมือนกัน!”
หวังเหลียนฮวาย่อตัวลง ลูบหัวเด็กน้อยทั้งสองพลางยิ้ม “จริงเหรอ หลานชายกับหลานสาวคนโตของย่าเก่งจริง ๆ!”
เจิ้งเสี่ยวหมานเดินออกมาจากห้องครัวพร้อมรอยยิ้ม “แม่ กลับมาแล้วเหรอ? ข้าวเสร็จแล้ว มากินก่อนเลย”
วันนี้ขายของที่ตลาดนัดได้ดี เจิ้งเสี่ยวหมานจึงตั้งใจทำกับข้าวเพิ่มอีกสองอย่าง
กินข้าวเสร็จ เฉินฮวาก็นำรายได้ของวันนี้ออกมาเล่าให้หวังเหลียนฮวาฟังทุกอย่าง
หวังเหลียนฮวาฟังจบก็พยักหน้า “ไม่เลวเลย เพิ่งขายครั้งแรกก็ขายได้ตั้งเยอะ ต่อไปต้องดีกว่านี้แน่”
เธอมองคนรอบตัว ทุกคนต่างมีรอยยิ้ม แววตาเต็มไปด้วยความหวัง
หลังกล่อมเด็ก ๆ เข้านอนแล้ว คนในครอบครัวก็มานั่งล้อมวงกันในห้องโถง มองแผ่นเหล็กกองเป็นภูเขาเล็ก ๆ ที่ส่องประกายอยู่ใต้แสงตะเกียง ใจพลันร้อนผ่าวขึ้นมา
ทุกคนช่วยกันนับเงินจนครบ เฉินฮวาสรุปยอดแล้วเอ่ยด้วยเสียงสั่น “แม่ วันนี้ขายได้ทั้งหมดสามตำลึงเจ็ดเฉียนกับอีก 86 เหวิน!”
