เฉินฮวากับเจิ้งเสี่ยวหมานกลับถึงบ้าน สีหน้าของทั้งคู่ดูไม่ค่อยดีนัก
วันนี้เฉินเจี๋ยกับเฉินอิงก็กลับมาเร็วเช่นกัน ทั้งสองกำลังคุยกันอยู่ในห้องโถง พอเห็นสีหน้าของพวกเขาก็สบตากัน เฉินอิงถามว่า “พี่ใหญ่ พี่สะใภ้ เกิดอะไรขึ้นเหรอ?”
เฉินฮวาเล่าเรื่องที่เกิดขึ้น ก่อนพูดด้วยสีหน้าเคร่งขรึมว่า “ผู้ใหญ่บ้านจะเอากำไรจากแผงเราไปสามส่วน”
“สามส่วน!? เขาบ้าไปแล้วหรือไง?” เฉินเจี๋ยหลุดปาก เฉินอิงขมวดคิ้วจนแทบเป็นปม
เฉินฮวาพูดว่า “ฉันบ่ายเบี่ยงไปได้ แต่พรุ่งนี้คงบ่ายเบี่ยงอีกไม่ได้แล้ว ถ้าไม่ให้...” น้ำเสียงของเขาแหบแห้งลงเล็กน้อย “เกรงว่าคราวนี้คงทำมาค้าขายต่อไม่ไหวแล้ว”
ห้องโถงเงียบไปพักใหญ่ เฉินเจี๋ยชกโต๊ะดังปัง “รังแกกันเกินไปแล้ว!” เฉินอิงรีบดึงแขนเสื้อเขาไว้ ไม่ให้โวยวาย เฉินเจี๋ยไม่ได้พูดอะไรต่อ มีเพียงหน้าอกที่กระเพื่อมแรง
เฉินฮวานวดหว่างคิ้วอย่างแรง แล้วมองบ้านเก่าที่ทั้งโทรม ทั้งมืดและคับแคบ บ้านใหม่ยังสร้างไม่เสร็จ ทุกคนในครอบครัวยังคงอัดกันอยู่ในบ้านเก่า ชีวิตเพิ่งจะเริ่มดีขึ้นนิดหน่อย ก็มีเสือสิงห์สาราสัตว์โผล่มาขวางทางไม่หยุดหย่อน
จู่ ๆ เขาก็รู้สึกเหนื่อยเหลือเกิน เหนื่อยจนใจล้า พึมพำกับตัวเองว่า “พวกเราแค่อยากทำมาค้าขายอย่างสงบ ทำไมถึงยากขนาดนี้?”
ไม่มีใครตอบ ไม่มีใครตอบได้
แต่ข่าวร้ายยังไม่หมดแค่นั้น
เฉินอิงพูดว่า “วันนี้ฉันเอางานปักไปส่งที่ร้าน เจ้าของร้านบอกว่าต่อไปจะไม่รับของจากบ้านเราแล้ว”
เฉินฮวาขมวดคิ้วถาม “ทำไมล่ะ?”
เฉินไช่ที่เพิ่งเข้าประตูมาตอบแทนเฉินอิงว่า “ร้านจิ่นซิ่วในเมืองทำถุงหอมแบบเดียวกันออกมา ลวดลายเหมือนของเราเป๊ะ แต่ราคาแค่ครึ่งเดียว”
