เริ่มถ่ายทำเป็นครั้งที่สาม
ตอนนักแสดงชายโอบเธอไว้ อ้วนลิ่งฮวาก็ชะงักไปก่อน คราวนี้ไม่ใช่เพราะขัดขืน แต่เพราะคิดว่าในยุคสมัยของบทละคร ชายหญิงไม่ค่อยแสดงท่าทีสนิทสนมกันเกินไปในที่สาธารณะ
สามีภรรยาจูงมือเดินด้วยกันยังพอได้ แต่การกอดกันต่อหน้าผู้คนแบบนี้แทบไม่เคยมี
แม่ของนางเอกคงไม่คุ้นชินเช่นกัน แต่เมื่อนึกว่าสามีกำลังจะจากไปทันที และไม่รู้ว่าจะมีวันได้กลับมาอีกหรือไม่ เธอจึงชะงักเพียงชั่วขณะ ก่อนจะผ่อนคลายลง
มือของเธอค่อย ๆ โอบรอบสามี ดวงตาแดงก่ำแต่ไม่มีน้ำตาหยดลงมา
สามีกอดเธอแน่น ผ่านไปสามวินาทีก็คลายแขนออกแล้วเอ่ยว่า “รักษาตัวด้วย!” จากนั้นหันหลังเดินจากไป เธอวิ่งตามไปสองก้าว ก่อนหยุดยืนมองแผ่นหลังที่ค่อย ๆ ลับตา ในที่สุดน้ำตาก็ร่วงลงมา
คราวนี้ผู้กำกับตะโกนว่าผ่าน
ช่วงพักกลางวัน อ้วนลิ่งฮวานั่งกินข้าวกล่องอยู่ตรงมุมหนึ่งของกองถ่าย
จิวเพ่ย์เดินไปคุยโทรศัพท์อยู่ด้านข้าง ไม่นานก็กลับมาแล้วพูดเสียงเบาว่า “พี่ครับ เมื่อกี้ผู้ช่วยผู้กำกับของใต้กระแสคลื่นโทรหาผม”
อ้วนลิ่งฮวาจำบทที่ต้องเข้าฉากกับนักแสดงชายรางวัลมากมายเรื่องนั้นได้แม่น จึงถามอย่างแปลกใจว่า “ไม่ได้ปฏิเสธไปแล้วเหรอ?”
จิวเพ่ย์พยักหน้า “ปฏิเสธไปแล้วครับ แต่ผู้ช่วยผู้กำกับคนนั้นถามว่าพอจะหาเวลาไปลองบทได้ไหม เขาบอกว่ารอได้ ผมเลยบอกไปว่าไม่ใช่เรื่องรอหรือไม่รอ เราเซ็นสัญญาไว้หลายฉบับแล้ว เดือนนี้คงไม่มีเวลาแน่ ๆ พวกเขาคงรอนานขนาดนั้นไม่ไหวเหมือนกัน”
อ้วนลิ่งฮวาพยักหน้าแล้วกินข้าวต่อ
โทรศัพท์มือถือของเธอดังขึ้น พอเห็นว่าเป็นเบอร์แปลกที่โทรมาจากเมืองหลวง เธอก็กดรับ
“สวัสดีครับ ขอเรียนสายกับคุณอ้วนลิ่งฮวาใช่ไหมครับ?” เสียงจากปลายสายแหบเล็กน้อย เป็นเสียงที่ไม่คุ้นหู
