การได้เรียนอ่านเขียน แน่นอนว่าหวังเหลียนฮวายินดีเป็นอย่างยิ่ง แค่คิดก็รู้สึกตื่นเต้นจนใจเต้นแรงแล้ว
ก่อนที่ครอบครัวของเธอจะถูกคนชั่วใส่ร้าย พ่อก็อนุญาตให้เธอเรียนหนังสืออ่านเขียนได้ น่าเสียดายที่เพิ่งจำตัวอักษรได้ไม่กี่ตัว ครอบครัวก็เกิดเรื่องขึ้น หลังจากนั้นเธอก็ไม่มีโอกาสอีกเลย
แต่ในโลกเซียน ใคร ๆ ก็มีโอกาสได้เรียนอ่านเขียน จิวเพ่ย์บอกว่า มีเพียงอยากเรียนหรือไม่อยากเรียนเท่านั้น ไม่มีคำว่าเรียนได้หรือเรียนไม่ได้
เรื่องที่จิวเพ่ย์เล่าให้ฟัง เธอจดจำไว้ขึ้นใจแล้ว ตอนนี้ขอพักเรื่องเหล่านั้นไว้ก่อน
เพราะสิ่งสำคัญที่สุดในตอนนี้คือการสัมภาษณ์นักแสดงรับเชิญช่วงบ่ายมะรืนนี้
1,500 หยวน
เธอต้องคว้าเงินก้อนนี้มาให้ได้
แม้คนในบ้านตอนนี้จะกำลังทุกข์กับหลังคารั่ว แต่เธอก็พาพวกเขาเข้าไปหลบฝนในห้วงมิติไม่ได้ จึงทำได้เพียงพักเรื่องนั้นไว้ก่อน แล้วจัดการธุระตรงหน้าให้เรียบร้อย
เธอกดเปิดข้อความ จิวเพ่ย์ส่งข้อความเสียงมาแล้ว พอกดฟัง เสียงผู้หญิงคนหนึ่งก็เริ่มอ่านบท
“ลูกแม่เอ๋ย—!
เดือนหกหิมะโปรยฟ้าไม่เป็นใจ อายุสิบหกก็ต้องสิ้นชีวา
หงส์น้อยแสนดีปีกหักลง หัวใจแม่แหลกสลายเป็นผุยผง!
ญาติฝ่ายแม่บ้านไหนใจร้ายดั่งหมาป่าเสือ ถึงเห็นลูกสาวแสนรักเป็นรองเท้าฟาง?
บอกว่าแต่งดองกันเพื่อผูกสัมพันธ์ ที่แท้เป็นประตูผีหลอกพ่อฆ่าลูกสาว!”
……
มีทั้งหมดห้าท่อน เนื้อไม่ยาวนัก ทำนองราบเรียบแปลก ๆ ไม่รู้เหมือนกันว่าใครเป็นคนอ่าน คิดว่าคงอ่านให้เธอจำบทได้เท่านั้น ไม่ได้สอนทำนอง ตอนนั้นต้องใช้น้ำเสียงแบบไหน ตรงไหนลากเสียง ตรงไหนต้องสั้น เธอต้องลองคิดหาวิธีเอง
หวังเหลียนฮวาฟังซ้ำแล้วซ้ำเล่า ตั้งใจจำทุกคำ
พอจำได้หนึ่งท่อน เธอก็เริ่มจินตนาการว่าตัวเองเป็นหญิงชรารับจ้างร้องไห้คร่ำครวญ ร้องไห้โหยหวนไปด้วย
พอร้องคร่ำครวญครบทั้งห้าท่อน เธอกลับรู้สึกว่ามันยังไม่ถูก
จำเนื้อได้ไม่ผิดแม้แต่คำเดียว แต่การร้องไห้นี่สิ ยังไม่ใช่
คิดดูแล้วก็ใช่ หญิงรับจ้างร้องไห้คร่ำครวญเป็นคนทำมาหากินด้วยทักษะนี้โดยเฉพาะ มีทำนอง มีจังหวะ มีธรรมเนียมสืบทอดเป็นสายอาจารย์กับศิษย์ ไม่ใช่ใครก็ทำได้
มือใหม่อย่างเธอ แค่ฝืนร้องไห้คงไม่พอ
