หลินจิ้งมองแววตาจริงจังของเฉียวอวี่เหมย สุดท้ายก็ไม่ได้คาดคั้นเธอต่อ
หลายเรื่องซับซ้อนเกินไป โลกนี้ไม่ได้มีแค่ขาวกับดำ
เธอถอนหายใจแล้วเอ่ยว่า “ทำไมไม่บอกแม่ทูนหัวให้เร็วกว่านี้ล่ะ ถ้าหนูบอกตั้งแต่แรกว่ามีคนที่ชอบ แม่จะไปถึงกับ...”
รีบร้อนจัดการนัดดูตัวให้เฉียวอวี่เหมยตั้งหลายคน
เฉียวอวี่เหมยส่ายหน้า “เดิมทีหนูตั้งใจว่าจะเรียนปริญญาโทจบก่อนแล้วค่อยบอกทุกคน แต่วันนี้ซ่งฉื้อทำเกินไปจริง ๆ ค่ะ”
เธอเล่าคำพูดของซ่งฉื้อซ้ำให้ฟัง โดยไม่ได้เสริมแต่งแม้แต่น้อย
หลินจิ้งฟังแล้วก็รู้สึกไม่สบายใจ สุดท้ายจึงขมวดคิ้วเอ่ยว่า “ว่างเมื่อไรก็พาแฟนกลับมาบ้าน ให้พ่อกับแม่ทูนหัวได้เจอหน่อยนะ”
หลังกลับเข้าห้อง เฉียวอวี่เหมยนั่งอยู่ตามลำพังเป็นเวลานาน
ตระกูลอวี่ไม่เคยตระหนี่กับเธอ ไม่ว่าจะเรื่องเงินทองหรือฐานะความเป็นอยู่
เพราะในตอนนั้นอวี่เจิงเดินทางไปต่างประเทศเพื่อเข้าร่วมเวทีเสวนาทางวิชาการด้านการเงิน แต่โชคร้ายเผชิญเหตุจลาจลจากกลุ่มติดอาวุธในพื้นที่
กระสุนสาดทะลุกระจกโถงโรงแรม พ่อของเฉียวอวี่เหมยพุ่งเข้าผลักอวี่เจิงให้ล้มลงกับพื้น
นักการทูตผู้นั้นใช้ร่างกายรับกระสุนที่ปลิดชีวิตแทนอวี่เจิง ส่วนภรรยาของเขาซึ่งเป็นนักการทูตประจำต่างประเทศ ก็ไม่อาจลุกขึ้นได้อีก หลังช่วยคุ้มกันให้นักวิชาการคนอื่น ๆ อพยพออกไป
เฉียวอวี่เหมยยังจำความรู้สึกร้อนผ่าวที่ทั้งเจ็บปวดและขมขื่น ซึ่งถาโถมขึ้นมาไม่รู้จบ ตอนยืนอยู่หน้าหลุมศพของพ่อแม่ในวัย 8 ขวบได้ดี
แต่ตอนนั้นเธอไม่ได้หลั่งน้ำตาแม้แต่หยดเดียว
ปู่กับย่าของเธอก็ล้มป่วยหนักเพราะเหตุการณ์นั้น
หลังจากได้รับความยินยอมจากผู้ใหญ่ อวี่เจิงกับหลินจิ้งจึงพาเฉียวอวี่เหมยกลับไปดูแลที่บ้านตระกูลอวี่
ตอนนั้นเธออายุ 8 ขวบ อวี่เฉินก็อายุ 8 ขวบ เพียงแต่อวี่เฉินอ่อนกว่าเธอครึ่งปี
ในวัยเด็ก หลินจิ้งกับอวี่เจิงกำลังอยู่ในช่วงขาขึ้นของหน้าที่การงาน
ทั้งสองพักอยู่ในหอพักอาจารย์ของมหาวิทยาลัยเจียงเฉิงเป็นประจำ เพื่อแก้ไขบทความวิชาการและทำงานวิจัย ที่บ้านจึงมีเพียงแม่บ้านทำอาหารกับเด็กสองคน
เฉียวอวี่เหมยกับอวี่เฉินเติบโตในบ้านว่างเปล่าด้วยการพึ่งพากันอยู่สิบปี จนกลายเป็นคนที่สนิทที่สุดของกันและกัน เรื่องนี้แทบเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
เมื่อคำนึงถึงเรื่องราวซับซ้อนเหล่านั้น หลังอวี่เฉินเดินทางไปต่างประเทศ เฉียวอวี่เหมยก็เข้าใจว่าทำไมหลินจิ้งกับอวี่เจิงถึงไม่เห็นด้วยกับเธอและอวี่เฉิน
บุญคุณก็คือบุญคุณ การแต่งงานก็คือการแต่งงาน ตระกูลอวี่ตอบแทนเธอไปชั่วชีวิตได้ แต่จะไม่เอาลูกชายของตัวเองมาแลก
เฉียวอวี่เหมยเอนตัวกลับลงบนเตียง หยิบโทรศัพท์ส่งข้อความวีแชตไปหาเขา: 【พี่เยี่ยนโจว พรุ่งนี้เจอกันนะ】
……
บ่ายวันถัดมา ทั้งสองมาตรงเวลาที่สำนักทะเบียน
กรอกแบบฟอร์มเสร็จอย่างราบรื่น พอถึงตอนเซ็นชื่อ ปลายปากกาของเฉียวอวี่เหมยชะงักไปเล็กน้อย ผ่านไปสองวินาทีเธอจึงจรดลายมืออ่อนช้อยลงไป
หลังถ่ายรูปเสร็จ ทั้งคู่รออยู่ครู่หนึ่ง เจ้าหน้าที่กล่าวแสดงความยินดี ก่อนยื่นสมุดเล่มเล็กสีแดงให้คนละเล่ม
ข้างนอกเริ่มมีฝนตกแล้ว สายฝนละเอียดโปรยเฉียงกระทบบานประตูกระจก
วันนี้อากาศแย่มาก เจียงเฉิงอยู่ติดทะเล ไต้ฝุ่นกำลังเคลื่อนเข้าใกล้ อีกไม่นานต้องมีพายุฝนกระหน่ำแน่นอน
แต่เมื่อเฉียวอวี่เหมยมองใบทะเบียนสมรสในมือ ในใจกลับไร้ความรู้สึกใด ๆ
ที่แท้การแต่งงานกับคนที่ไม่ได้ชอบเป็นแบบนี้เอง
ในรูป เธอเม้มริมฝีปากบาง ๆ คล้ายจะยิ้มก็ไม่เชิง ส่วนฉีเยี่ยนโจวมีดวงตาหยีโค้งเป็นประกายราวดอกท้อ รอยยิ้มดูสบาย ๆ เพียงสังเกตให้ดี ก็เห็นความเย็นชาและห่างเหินแฝงอยู่ในรอยยิ้มยียวนของเขา
ในใจยังคงเศร้าอยู่บ้าง เสื้อยืดสีขาวในความทรงจำก็ยิ่งเลือนรางลงทุกที
ทั้งสองเดินออกจากสำนักทะเบียนอย่างเงียบงัน ทว่าฝนกลับเทลงมาหนักขึ้นฉับพลัน
เสียงฟ้าร้องครืนดังมาจากหลังเมฆหนาทึบ พร้อมกับลมกระโชกเป็นระลอก พัดต้นไม้ริมถนนจนเอนไหวไปมา
เฉียวอวี่เหมยยังไม่ทันหลบ ฝนที่ลมพัดหอบมาก็สาดใส่หน้าเต็ม ๆ
พอขึ้นรถได้อย่างรวดเร็ว เม็ดฝนโตเท่าเมล็ดถั่วก็ซัดเปรี้ยงปร้างใส่กระจกบังลม
สายตาของฉีเยี่ยนโจวทอดมองเสี้ยวหน้าของเฉียวอวี่เหมย
ผมของเธอเปียกไปกว่าครึ่ง ปอยผมสองสามเส้นแนบติดแก้ม หยดน้ำเล็กละเอียดซึมลงไปตรงคอเสื้อ
หยดน้ำยังเกาะพราวอยู่บนขนตายาว งดงามราวหยาดน้ำค้างยามเช้าที่พร่างอยู่บนเกสรดอกไม้
แม้จะดูมอมแมมเพราะเปียกฝนหนัก แต่ความงามชุ่มฉ่ำก็ยังปิดไม่มิด
ฉีเยี่ยนโจวเบนสายตา หยิบกระดาษทิชชูจากช่องเก็บของตรงที่พักแขนส่งให้ “เช็ดหน่อย อย่าทำเบาะรถฉันเปียก”
“...ขอบคุณค่ะ”
“จะกลับบ้านกับฉัน หรือให้ไปส่งที่บ้านเธอ?” เขาถาม
เฉียวอวี่เหมยรับกระดาษทิชชูมา ซับหยดน้ำบนใบหน้าเบา ๆ “พวกเรา...คืนนี้ต้องอยู่ด้วยกันเลยเหรอคะ?”
การตัดสินใจเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน ทั้งคู่ยังไม่มีเวลาคุยรายละเอียดกัน
ฉีเยี่ยนโจวถามว่า “เธออยากอยู่ด้วยกันไหม?”
ไม่ค่อยอยากเท่าไร
ถึงอย่างไรก็ต้องมาถึงจุดนี้เข้าสักวัน แต่เธอยังเตรียมใจไม่พร้อม
เฉียวอวี่เหมยถามอ้อม ๆ ว่า “วันนี้พี่สะดวกไปส่งฉันที่ถนนซงอวิ๋นไหมคะ?”
ความหมายก็คือเธอต้องการเวลาตั้งหลักสักหน่อย
ฉีเยี่ยนโจวมองฝนที่เทกระหน่ำนอกหน้าต่าง สายน้ำไหลลงมาตามหลังคารถ รถบนถนนเปิดไฟตัดหมอกกันหมดแล้ว ทัศนวิสัยก็ยิ่งพร่ามัวลงเรื่อย ๆ
นิ้วยาวเรียวของชายหนุ่มวางอยู่บนพวงมาลัยอย่างหลวม ๆ เขาเหลือบมองเธอ “เฉียวอวี่เหมย วันแรกที่แต่งงานกัน ข้างนอกมีไต้ฝุ่นพัดผ่าน เธอยังจะออกไปเที่ยวอีกหรือไง?”
“...ไม่ใช่ค่ะ” เฉียวอวี่เหมยรีบอธิบายตามสัญชาตญาณ “บ้านที่พ่อแม่ทิ้งไว้ให้ฉันอยู่ที่นั่นค่ะ ช่วงนี้พอมีเวลา ฉันอยากไปจัดของสักหน่อย”
เธอยังรอผลสัมภาษณ์งานอยู่
เธอตั้งใจไว้นานแล้วว่าพอได้งานก็จะย้ายออก พออวี่เฉินกลับมา ทั้งสองก็ไม่ต้องอยู่ใต้ชายคาเดียวกันอีก
พ่อกับแม่ทูนหัวจะได้สบายใจด้วย
อีกอย่าง วันนี้เธออยากอยู่เงียบ ๆ คนเดียว
ฉีเยี่ยนโจวไม่ได้พูดอะไรต่อ
แต่รถแล่นไปทางถนนซงอวิ๋นได้ไม่ถึง 10 นาที เขาก็ชะลอความเร็วลง
สภาพถนนข้างหน้าหนักหนากว่าที่เขาคิดไว้มาก
ต้นไม้ริมถนนที่ถูกลมพัดหัก กิ่งก้านกระจัดกระจายเกลื่อนพื้น
ไฟฉุกเฉินของรถหลายคันกะพริบสลับกันอยู่ข้างหน้า ฝนตกหนักจนแทบมองไม่เห็นทาง อีกทั้งน้ำก็เริ่มขังบนพื้นถนนทีละน้อย
ฉีเยี่ยนโจวตัดสินใจทันที “ไปหลบฝนที่บ้านฉันก่อน เลี้ยวตรงแยกข้างหน้าไปก็ถึงแล้ว”
จังหวะนั้นเอง ศูนย์จัดการเหตุฉุกเฉินส่งการแจ้งเตือนเข้ามาพอดี: ประกาศเตือนไต้ฝุ่นระดับสีส้มยกระดับเป็นสีแดง ขอให้ประชาชนลดการออกนอกบ้านและระมัดระวังความปลอดภัย
“ค่ะ” เฉียวอวี่เหมยทำได้เพียงพยักหน้า “งั้นคงต้องรบกวนพี่เยี่ยนโจวแล้วค่ะ”
จากตรงนี้ไปถนนซงอวิ๋นยังต้องใช้เวลาอีกยี่สิบกว่านาที
ดูจากสภาพอากาศบ้าคลั่งแบบนี้แล้ว คงไปไม่ได้จริง ๆ
ทุกอย่างช่างรีบร้อนเกินไป
ก่อนจดทะเบียน อย่างน้อยก็ควรเช็กพยากรณ์อากาศก่อน
ไม่กี่นาทีต่อมา รถก็แล่นเข้าสู่ถนนด้านในของโครงการป๋อเยว่ลู่ ถนนคดเคี้ยวลึกเข้าไปจนถึงโรงจอดรถ
เฉียวอวี่เหมยตามฉีเยี่ยนโจวลงจากรถ เข้าไปในบ้าน เปลี่ยนเป็นรองเท้าแตะสำหรับแขก แล้วนั่งเกร็งอยู่ในห้องรับแขกกว้างขวาง
ตอนนี้เพิ่งห้าโมงครึ่ง เธอได้แต่ภาวนาให้ฝนซาลงในอีกสักพัก
ฉีเยี่ยนโจวเดินมาจากฝั่งเคาน์เตอร์กลางห้องพร้อมแก้วน้ำที่รินให้เธอ
“ขอบคุณค่ะ”
“ไม่เป็นไร”
ชายหนุ่มยืนอยู่หลังโซฟา มองเธอนั่งชิดเข่า หลังตรงเป๊ะอยู่บนโซฟา ราวกับเด็กประถมที่นั่งรอถูกครูอบรมอยู่ในห้องทำงาน
ท่าทางของเธอทำให้เขาอยากหัวเราะ
เขาน่ากลัวขนาดนั้นเลยหรือ?
สายตาเลื่อนลงช้า ๆ รองเท้าแตะสำหรับแขกที่ไม่พอดีกับเท้าทำให้เท้าของเธอดูเล็กจิ๋ว
เฉียวอวี่เหมยกำลังดื่มน้ำอยู่
จู่ ๆ ก็ได้ยินเขาพูดจากด้านหลังว่า “คืนนี้อยู่ที่นี่แหละ”
“...แค่ก ๆ ๆ”
เธอสำลักขึ้นมาอย่างไม่ทันตั้งตัว รีบวางแก้วลงบนโต๊ะน้ำชา แล้วหันกลับไปสบตาฉีเยี่ยนโจวอย่างประหม่า
ชั่วขณะหนึ่งไม่รู้จะพูดอะไรดี
ชายหนุ่มเท้าสองมือกับขอบโซฟา แล้วโน้มตัวลงตามจังหวะ ขยับเข้ามาใกล้เล็กน้อย ก่อนจะได้กลิ่นหอมละมุนของลูกพีชขาวอีกครั้ง
เขายกมุมปากถามว่า “ทำหน้าแบบนั้นทำไม กลัวฉันกินเธอหรือไง?”
ระยะห่างใกล้เกินไป เฉียวอวี่เหมยรีบหันกลับไป กำมือแน่น
เสียงทุ้มต่ำของฉีเยี่ยนโจวลอยอยู่ข้างหู “ประหม่าอะไรล่ะ เสี่ยวเฉียว เราเป็นสามีภรรยากันอย่างถูกต้องตามกฎหมายแล้วนะ”
