หวานหลี่แอบกวาดตามองไปรอบ ๆ แสงสีทองอุ่นจากโคมระย้าคริสตัลส่องไหลริน เสียงเปียโนท่วงทำนองแผ่วเบาล่องลอยอยู่ในอากาศ
ทุกโต๊ะปูด้วยผ้าปูโต๊ะสีขาวที่ซักรีดและรีดจนเรียบตึง เครื่องเงินสะท้อนแสงริบหรี่ใต้แสงเทียน
สภาพแวดล้อมเช่นนี้ทำให้เธอนึกถึงความรู้สึกเมื่อหนึ่งปีก่อน ตอนที่เพิ่งเดินทางจากบ้านเกิดมาปักกิ่งเป็นครั้งแรกขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ
ผ่านมาหนึ่งปี เธอคิดว่าตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของเมืองนี้ไปนานแล้ว
แต่ตอนนี้ดูเหมือนจะยังมีสถานที่อีกมากมาย รอให้เธอไปสำรวจ
พนักงานเสิร์ฟกำลังจะเลื่อนเก้าอี้ให้หวานหลี่ แต่โจวเจิ้งกลับโบกมือ ก่อนลุกขึ้นเลื่อนเก้าอี้ให้เธอด้วยตัวเอง
เมื่อนั่งลงฝั่งตรงข้าม โจวเจิ้งยังคงนึกถึงท่วงท่าตอนหวานหลี่นั่งลงเมื่อครู่ ราวกับภาพสโลว์โมชัน งดงามราวฉากในภาพยนตร์
สายตาเขาหยุดชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยอย่างจริงจังว่า “วันนี้คุณสวยมาก”
หวานหลี่ชะงักไปเล็กน้อย จากนั้นก็ก้มหน้าลง รอยยิ้มเขินอายเผยขึ้นข้างแก้ม
พนักงานเสิร์ฟเข้ามาได้จังหวะพอดี “คุณผู้ชาย คุณผู้หญิง จะสั่งอาหารเลยไหมครับ”
โจวเจิ้งส่งสัญญาณให้ยื่นเมนูแก่หวานหลี่
เธอเปิดดูเมนูครู่หนึ่ง แล้วโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย เอ่ยเสียงเบาอย่างกระดากอายว่า “ฉันไม่เคยมาที่แบบนี้ คุณสั่งเถอะ”
โจวเจิ้งชะงักไปก่อน จากนั้นก็หัวเราะออกมา
เขาเคยพาผู้หญิงมาที่นี่ไม่น้อย บ้างก็เป็นขาประจำ บ้างก็ดูเก้ ๆ กัง ๆ แต่พยายามแสร้งทำเป็นสุขุม
คนที่ยอมรับอย่างเปิดเผยเหมือนหวานหลี่ นับเป็นคนแรก
