เจียงถังไม่คิดจะไว้หน้าเจียงชิ่งซานเลยสักนิด เธอปฏิเสธทุกข้อเสนอของเขาหมด
“พ่อคงลืมไปแล้วมั้งคะ!”
เธอเบิกตากว้างด้วยความตกใจ ก่อนย้อนถามเจียงชิ่งซานอย่างประหลาดใจว่า “บัตรซื้อเนื้อของบ้านเรา พ่อเอาไปให้ปู่กับย่าหมดตั้งแต่ต้นเดือนแล้วไม่ใช่เหรอคะ?”
เจียงถังจงใจเน้นเสียงคำว่า ‘หมด’ แล้วชูนิ้วนับ “พ่อเป็นคนพูดเองนี่คะว่าปู่กับย่าอายุมากแล้ว ตอนนี้ก็ฤดูใบไม้ร่วง ต้องบำรุงร่างกายให้มีไขมัน ถ้ากินของมัน ๆ ไม่ได้ กลัวว่าหน้าหนาวจะป่วยเอา!”
“พ่อเอาไปหมดแล้ว ไม่เหลือบัตรซื้อเนื้อสักใบ ถ้าบ้านเรายังมีบัตรซื้อเนื้อ คืนนี้แม่ก็คงไม่ต้องไปแลกปลาไหลกับคนอื่นหรอก เราน่าจะได้กินหมูพะโล้กันแล้ว”
ใบหน้าของเจียงชิ่งซานแดงก่ำขึ้นมาทันที เขานึกขึ้นได้ว่าตอนต้นเดือนพ่อแม่มาบ่นทุกข์กับเขา ตอนนั้นเขาเลือดร้อนขึ้นมาวูบหนึ่ง เลยเอาบัตรซื้อเนื้อทั้งหมดจากกล่องคุกกี้ของโจวซิ่วเหมยไปให้พ่อแม่
เพราะเรื่องนี้ โจวซิ่วเหมยถึงกับทะเลาะกับเขายกใหญ่
“แค่ก ๆ...” เจียงชิ่งซานกระแอมอย่างกระอักกระอ่วน จากนั้นมองมือของเจียงถังแล้วเอื้อมไปเปิดลิ้นชักโต๊ะหนังสือด้วยความขุ่นเคือง “ยังกินอีกเหรอ ไม่ได้ยินที่พ่อบอกให้เก็บไว้ให้น้องชายหรือไง?”
เจียงถังยัดลูกอมเข้าปาก แล้วล็อกลิ้นชักโต๊ะหนังสือของตัวเองต่อหน้าเจียงชิ่งซาน ก่อนเก็บกุญแจใส่กระเป๋า
เธออวดอย่างเชิดหน้าชูคอ “ให้ไม่ได้สักเม็ดค่ะ กระต่ายขาวใหญ่พวกนี้ยายซื้อให้หนูกิน แม่มีหนูคนเดียว จะมีน้องชายมาจากไหน? ถ้าเจียงจี้ไอ้เด็กหัวขี้อยากกินลูกอม ก็ให้ยายของเขาซื้อให้สิ จะมาแย่งของหนูทำไม?”
แบร่ ๆ...
เจียงถังเปิดประตูบ้านอย่างลิงโลด แล้วเดินไปบ้านเผยเหิงฝั่งตรงข้าม ทิ้งให้เจียงชิ่งซานอยู่คนเดียวในบ้านที่ว่างเปล่า นั่งหงุดหงิดอยู่ตามลำพัง
เขากัดหมั่นโถวแป้งผสมเย็นชืด กินกับผักดองซอยเส้นเล็กแค่ไหนก็ยังฝืดคอกลืนไม่ลง
ทำไมชีวิตถึงกลายเป็นแบบนี้ไปได้?
แม้แต่ข้าวขาวกับแป้งขาวก็ยังไม่ได้กินหรือไง?
เจียงชิ่งซานไม่เชื่อ เขาเป็นช่างระดับสี่ มีโควตาธัญพืชเดือนละ 45 ชั่ง ในจำนวนนั้นเป็นธัญพืชหยาบ 31 ชั่งครึ่ง และธัญพืชละเอียด 13 ชั่งครึ่ง แต่ตลอดครึ่งเดือนที่ผ่านมา เขากลับไม่ได้กินธัญพืชละเอียดที่บ้านสักคำ
พอสายตาเหลือบไปเห็นแม่กุญแจที่โจวซิ่วเหมยคล้องไว้บนตู้ในครัว คิ้วของเจียงชิ่งซานก็ขมวดแน่นกว่าเดิม ใจยิ่งหงุดหงิดขึ้นไปอีก
“บ้านมีคนอยู่ตั้งสามคน ล็อกไว้แบบนี้ ไม่รู้ว่ากันใครกันแน่?”
บ้านเผยฝั่งตรงข้าม
หลิวลี่เฟิน แม่ของเผยเหิง เห็นเจียงถังเดินเข้ามาก็เอ่ยอย่างเคยชิน “ถังถังมาแล้วเหรอ เผยเหิงยังไม่กลับเลย ไปเล่นในห้องเขาก่อนสิ ดูเวลาแล้วน่าจะใกล้กลับแล้วล่ะ”
เจ้าลูกชายคนนี้ทึ่มจะตาย ไม่รู้ว่าถังถังจะชอบหรือเปล่า
“ได้เลยค่ะ ป้าหลิวคุยกับแม่หนูไปเรื่อย ๆ นะคะ หนูไปงีบสักพัก”
เจียงถังหยิบเมล็ดแตงโมมากำมือหนึ่ง แล้วยิ้มแฉ่งผลักประตูห้องของเผยเหิง เจ้าหนอนหนังสือ ก่อนจะไปนั่งบนเก้าอี้โยกข้างเตียงเหมือนทุกครั้ง
เธอหยิบหนังสือเล่มหนึ่งจากชั้นวางมาอ่าน กล่อมตัวเองให้ง่วงด้วยเนื้อหาที่อ่านยากจนชวนมึน
โจวซิ่วเหมยได้ยินลูกสาวพูดแบบนั้นจากในห้องรับแขก ก็รู้ทันทีว่าเจียงชิ่งซานคงทำตัวเพี้ยน ๆ ที่บ้านอีกแล้ว เธอจึงไม่รีบร้อนกลับไป แต่คุยกับหลิวลี่เฟินต่ออีกสักพัก
“ซิ่วเหมย อย่ามาล้อฉันเล่นนะ ลูกสาวเธอบอกจริง ๆ เหรอว่าจะมาแต่งกับลูกชายทึ่ม ๆ ของฉัน?” พอเจียงถังปิดประตู หลิวลี่เฟินก็ดึงโจวซิ่วเหมยมาถามอย่างร้อนใจ
ถ้าลูก ๆ สองคนพัฒนาความสัมพันธ์ไปในทางนั้นได้จริง ๆ แล้วเจ้าลูกชายทึ่ม ๆ ของเธอได้แต่งเจียงถัง สมบัติล้ำค่าของบ้านนี้เข้ามาเป็นสะใภ้ ก็คงดีมากจริง ๆ
โจวซิ่วเหมยงุนงงจนต้องถามย้ำ “ให้ตายสิ ลี่เฟิน ถ้าเผยเหิงลูกชายเธอเป็นเด็กทึ่ม แล้วคนอื่น ๆ ในตึกพักรวมของเราจะเอาตัวรอดกันยังไง?”
ตั้งแต่เด็ก เผยเหิงก็เลื่อนชั้นเรียนข้ามขั้นมาตลอด ตอนอายุสิบขวบก็เป็นเด็กอัจฉริยะที่โด่งดังไปทั่วอำเภอแล้ว ตอนนี้ยังไม่ถึงสิบแปดดี ก็ได้เป็นหัวหน้ากลุ่มวิจัยของสถาบันวิจัยไปเรียบร้อย
ถ้าเด็กแบบนี้ยังเรียกว่าเด็กทึ่ม ลูกสาวเธอคงเป็นเด็กปัญญาอ่อนแล้วล่ะ
“คนอื่นพูดต่อ ๆ กันไปเรื่อย ซิ่วเหมย เธอก็รู้ว่าลูกชายฉันเป็นคนยังไง นอกจากเรื่องหนังสือแล้ว เรื่องอื่นเขาทึ่มไปหมด ฉันกลับคิดว่าถังถังเป็นแบบนี้ดีแล้ว ดูมีชีวิตชีวาเหมือนคนจริง ๆ!”
หลิวลี่เฟินฝันอยากมีลูกสาวตัวเล็กน่ารักสักคนมาตลอด น่าเสียดายที่สามีเป็นทหาร แถมยังเป็นผู้บังคับการกรมที่มีภาระหน้าที่หนักหนา
ตลอดหนึ่งปี เขาอยู่ประจำการถึงสิบเอ็ดเดือนครึ่ง ได้เจอกันน้อยจากการต้องอยู่ห่างกันแบบนี้ อยากมีลูกคนที่สองก็เป็นเรื่องยากเหลือเกิน
“มีชีวิตชีวาอะไรกัน แค่ซนเท่านั้นแหละ ก่อเรื่องเก่งกว่าเด็กผู้ชายเสียอีก เธอก็รู้นี่ ฉันแทบจะต้องไปนั่งเฝ้าเธอที่โรงเรียนแล้ว ครูนักเรียนที่นั่นไม่มีใครที่ฉันไม่รู้จัก ไม่มีใครที่ฉันเรียกชื่อไม่ถูก ฉันอยากสลับกันเลี้ยงลูกกับเธอจะแย่แล้ว
เป็นแม่ของเด็กสอบได้คะแนนเต็ม เดินออกไปก็เชิดหน้าชูตา มีเกียรติจะตาย”
โจวซิ่วเหมยเองก็สงสัยเหมือนกันว่าเจียงถังไปได้นิสัยแบบนี้มาจากใคร ทั้งร่าเริงเปิดเผย มีเพื่อนมาก แต่ศัตรูก็มากยิ่งกว่า
เด็ก ๆ ในตึกพักรวมของโรงงานสิ่งทอทั้งสามหลัง ไม่ว่าจะคนไหนก็กลัวลูกสาวเธอกันหมด เป็นจอมป่วนตัวจริงเสียงจริง
“สลับกันเลี้ยงสิ รีบสลับเลย ฉันยินดีมาก!” หลิวลี่เฟินกับโจวซิ่วเหมยคบหากันมาหลายปี ทั้งคู่เข้าทำงานในโรงงานสิ่งทอไล่เลี่ยกัน พริบตาเดียวก็ผ่านไปยี่สิบกว่าปีแล้ว
ตอนนี้โจวซิ่วเหมยกลายเป็นกำลังหลักของฝ่ายประชาสัมพันธ์โรงงานสิ่งทอ ส่วนเธอก็ได้เป็นหัวหน้ากลุ่มย่อยในโรงงาน ทั้งยังเป็นพนักงานต้นแบบด้านแรงงาน
ตลอดเส้นทางที่ผ่านมา ทั้งคู่คอยช่วยเหลือประคับประคองกัน และได้เห็นอีกฝ่ายเปลี่ยนจากเด็กสาวไร้เดียงสา เป็นผู้หญิงที่พึ่งพาตัวเองได้
“พูดจริง ๆ นะ ซิ่วเหมย ถ้าถังถังแต่งกับเผยเหิงได้จริง ๆ ก็คงดีมาก ฉันรับรองว่าทุกคนในบ้านจะดีกับถังถังแน่นอน” หลิวลี่เฟินเลิกหยอกล้อแล้วพูดกับโจวซิ่วเหมยอย่างจริงจัง
เมื่อครู่โจวซิ่วเหมยบอกว่า เจ้าหนุ่มทึ่มเผยเหิงไปยื่นเรื่องที่สถาบันวิจัยแล้ว ไม่แน่ตอนนี้คนจากฝ่ายการเมืองของสถาบันวิจัยอาจกำลังมาที่บ้านเธออยู่ก็ได้
หืม?
“อย่ามาล้อเล่นน่ะ ลี่เฟิน เผยเหิงยังเด็ก ไม่รู้ประสา แล้วเธอก็พลอยสับสนไปด้วยหรือไง? ไม่สบายหรือเปล่า?” โจวซิ่วเหมยยื่นมือไปแตะหน้าผากเย็นเฉียบของหลิวลี่เฟิน
แน่ใจนะว่าไม่ได้เป็นไข้?
“พูดอะไรเพ้อเจ้อเนี่ย?”
เผยเหิงอายุน้อยกว่าเจียงถังห้าเดือน ตั้งแต่เด็กก็โดนเจียงถังกดลงไปซ้อมมาตลอด ซ้อมกันอยู่อย่างนั้นถึงสิบแปดปี ตอนนี้เด็กทั้งคู่ก็ถึงวัยแต่งงานกันแล้ว
สองวันก่อนโจวซิ่วเหมยยังพูดอยู่เลยว่าในที่สุดเผยเหิงก็จะพ้นเงื้อมมือโหด ๆ ของลูกสาวเธอเสียที ทำไมพริบตาเดียว แม่ลูกคู่นี้ถึงอยากรับจอมป่วนอย่างเจียงถังเข้าบ้านกันทั้งคู่ล่ะ?
“ฉันพูดจริงนะ จะเป็นไข้ได้ยังไง? เอาอย่างนี้ ซิ่วเหมย ฉันขอพูดแทนคนทั้งบ้านเลย สินสอดมีเครื่องใช้สามชิ้นหมุนหนึ่งชิ้นส่งเสียง บวกกับธนบัตรต้า-ถวนเจี๋ย 66 ใบ ถือเป็นเลขมงคล เธอว่าไง?”
หลิวลี่เฟินเตรียมสินสอดชุดนี้ไว้แต่แรกแล้ว ลูกชายของเธอคิดกับเจียงถังไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้นวันสองวัน ส่วนเธอก็อยากได้เจียงถังมาเป็นลูกสะใภ้มาตลอดสิบแปดปีเต็ม
อึก!
โจวซิ่วเหมยกลืนน้ำลายลงคออย่างแรง เกือบสำลักเมล็ดแตงโมตาย “แค่ก ๆ ๆ... อะไรนะ? เครื่องใช้สามชิ้นหมุนหนึ่งชิ้นส่งเสียง แล้วยังมีสินสอดอีก 660 หยวน? ลี่เฟิน เธอละเมออยู่หรือเปล่า?”
ไม่กี่วันก่อน ลูกสาวบ้านเหล่าเฝิงที่อยู่เยื้องไปทางเฉียงแต่งงาน สินสอดมีแค่ 20 หยวน ซึ่งถือว่ามากแล้วในละแวกนี้
“ทำไมเธอไม่เชื่อล่ะ?” หลิวลี่เฟินจับมือโจวซิ่วเหมยแล้วเกลี้ยกล่อม “ดูสถานการณ์บ้านฉันสิ พวกเราต่างก็รู้ไส้รู้พุงกันดี เผยจงอี้สามีฉันประจำการอยู่ตลอดปี เห็นแต่เงินเดือนไม่เห็นตัวคน
ส่วนฉัน ถึงจะเป็นแค่หัวหน้ากลุ่มย่อย แต่เงินเดือนก็มั่นคงดี เดือนละ 42 หยวน บวกเงินช่วยเหลืออะไรต่าง ๆ แล้วรวมกันก็น่าจะถึง 50 หยวน
เจ้าหนุ่มทึ่มเผยเหิง ถึงจะดูทึ่มไปหน่อย แต่หาเงินได้มากกว่าฉัน เดือนหนึ่งได้ 72 หยวน ส่วนค่าล่วงเวลาคิดแยกต่างหาก พวกเขาแทบไม่มีวันไหนที่ไม่ทำงานล่วงเวลา
มีพวกเราสามคนอยู่ ถังถังแต่งเข้าบ้านมา รับรองว่ามีชีวิตความเป็นอยู่มั่นคง บ้านเราก็อยู่ใกล้กัน ถังถังอยู่ใต้สายตาเธอ เธอจะปล่อยให้ลูกโดนรังแกได้ยังไงล่ะ?”
ถึงจะสนิทสนมกันแค่ไหน หลิวลี่เฟินก็ต้องเปิดโต๊ะคุย แสดงฐานะของครอบครัวให้เห็นชัด ๆ ถึงจะรับสะใภ้เข้าบ้านได้เร็วขึ้น
“แม่เจ้า คิดรวม ๆ แล้วบ้านเธอมีรายรับอย่างน้อยเดือนละ 250 หยวนเลยเหรอ?” เดิมทีโจวซิ่วเหมยคิดว่าบ้านตัวเองอยู่ดีกินดีแล้ว แต่พอเทียบกับบ้านเผย ดูเหมือนจะยังห่างชั้นอยู่หน่อย
เผยจงอี้เป็นผู้บังคับการกรม เงินเดือนเดือนละ 145 หยวน หลิวลี่เฟินได้เงินเดือนสี่สิบกว่าหยวน เรื่องพวกนี้โจวซิ่วเหมยรู้อยู่ก่อนแล้ว
ที่เธอคิดไม่ถึงก็คือ เจ้าหนุ่มเผยเหิงอายุยังไม่ถึงสิบแปด กลับได้เงินเดือนตั้งเจ็ดสิบกว่าหยวน?
ระดับตำแหน่งสูงกว่าเธออีกเหรอ?
