ฝนฤดูใบไม้ร่วงหนึ่งระลอก อากาศก็เย็นลงอีกหน่อย เจียงถังหลับไม่สนิทนัก
ตอนเผยเหิงเข้ามาในห้อง เขาเห็นเจียงถังที่กำลังหลับอยู่ตัวสั่นขึ้นมาทันที จึงรีบร้อนเข้าไปหาเธอ
เขาเห็นเหงื่อเม็ดเล็ก ๆ ผุดพราวเต็มหน้าผากและข้างขมับของเจียงถัง
“ถัง ฝันร้ายหรือเปล่า อย่ากลัวนะ ฉันกลับมาแล้ว กลับมาแล้ว ไม่ต้องกลัวนะ”
เผยเหิงดึงผ้าเช็ดหน้าสีขาวสะอาดจากใต้หมอน กำไว้ในมือ แล้วบรรจงเช็ดเหงื่อให้เจียงถัง
ในฝัน
เจียงถังได้ใช้ชีวิตอันแสนรันทดของเจ้าของร่างเดิมในหนังสือตั้งแต่ต้นจนจบอีกครั้ง ทั้งความกตัญญูอย่างงมงายของพ่อแท้ ๆ ความอ่อนแอหัวโบราณของแม่แท้ ๆ และความขี้ขลาดไม่มั่นใจในตัวเองของเจ้าของร่างเดิม
ครอบครัวที่พ่อแม่ทำงานทั้งคู่กลับใช้ชีวิตได้แย่กว่าหญิงชราที่คุ้ยขยะอยู่ตรงปากตรอกเสียอีก ความหิวโหย ความยากจน และเสียงหัวเราะเยาะ ทุกวันล้วนเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อถูกเจียงจี้ ลูกชายคนโตของบ้านรองและหลานชายคนโปรดของปู่ย่าฝ่ายพ่อสูบเลือดสูบเนื้อจนหมดสิ้น ครอบครัวก็ล่มสลาย เจ้าของร่างเดิมยังถูกวางแผนให้แต่งงานกับชายหัวล้านลงพุงวัยห้าสิบกว่า
การแต่งงานของเธอสร้างผลประโยชน์ให้ตระกูลเจียงอย่างเป็นรูปธรรม แต่น่าเสียดายที่ผลประโยชน์จากการขายเจ้าของร่างเดิมนั้นตกอยู่ในมือคนตระกูลเจียงทั้งหมด แม้แต่พ่อแม่ของเจ้าของร่างเดิมก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าลูกสาวถูกจัดฉากให้แต่งงาน
สิ่งเดียวที่ทำให้เจียงถังรู้สึกโชคดีคือ ตอนที่เธอทะลุเข้ามาในหนังสือเล่มนี้ เธอยังอยู่ในท้องของโจวซิ่วเหมย แม่ของเธอ การมาเกิดใหม่ตั้งแต่อยู่ในครรภ์ช่วยให้เธอปรับตัวเข้ากับชีวิตในยุคนี้ได้ง่ายขึ้น
เธอไม่ได้เดินซ้ำรอยเดิม กลายเป็นคนอ่อนปวกเปียกที่ถูกกลั่นแกล้ง ตรงกันข้าม เธอเติบโตมาเป็นคนแบบเดียวกับชาติที่แล้ว ไม่ยอมใครง่าย ๆ และพร้อมจัดการความวุ่นวายในที่ทำงานโดยไม่ต้องพูดให้มาก
เมื่อลืมตาขึ้น ใบหน้าหล่อเหลาราวเทพบุตรก็ปรากฏตรงหน้า แม้ใบหน้าของเผยเหิงจะยังมีเค้าความเยาว์วัยอยู่บ้าง แต่ก็โดดเด่นด้วยบุคลิกที่สง่างาม ต่อให้เป็นยุคที่คลิปสั้นครองหน้าจอ ใบหน้าของเขาก็ยังหล่อกินขาด
เขาเป็นหนุ่มหมาป่าน้อยสายซึนแบบฉบับ
ภายนอกดูเย็นชา แต่เอาเข้าจริงกลับเอาแต่ใจและมุ่งมั่นเกินเหตุ
“อืม~” เจียงถังยืดตัวอย่างออดอ้อน ก่อนมองเผยเหิงแล้วยิ้มกริ่ม “น้องชาย พี่สาวคอแห้งแล้ว!”
เผยเหิงก้มลงจัดรองเท้าของเจียงถังให้เข้าที่ จากนั้นเดินไปล้างมือที่อ่างตรงข้างประตู พอรินน้ำก็ทำปากยื่น พึมพำซ้ำไปซ้ำมา “ไม่ใช่น้องชาย...อีกไม่นานก็ไม่ใช่แล้ว”
“ค่อย ๆ ดื่ม”
หลังเจียงถังลุกขึ้น เผยเหิงก็พับผ้าห่มผืนเล็กที่กองยุ่งอยู่บนเก้าอี้โยก แล้วนำไปวางไว้บนหมอนหัวเตียง
ตอนลุกขึ้น เขาหยิบหนังสือที่เจียงถังใช้ปิดหน้าไปวางคืนที่เดิม
มันยังอยู่ตรงกลางชั้นหนังสือเหมือนเดิม ตอนเก็บเข้าไป เขาจงใจให้หนังสือโผล่ออกมานิดหนึ่ง เพื่อให้เจียงถังดึงออกมาได้ง่ายในครั้งหน้า
ท่ามกลางหนังสือที่เรียงเป็นแถวอย่างเป็นระเบียบบนชั้น หนังสือประจำตัวของเจียงถังเล่มนี้ดูโดดเด่นผิดแผกอยู่ไม่น้อย
เจียงถังนั่งตรงปลายเตียงไม้ของเผยเหิง มือถือแก้วเคลือบที่ใส่น้ำร้อนไว้ ดูดน้ำซู้ด ๆ พลางแกว่งขาเล็ก ๆ ที่สวมถุงเท้าไปมา
เธอมองเผยเหิงเก็บห้องที่ถูกเธอทำจนรกอย่างเงียบ ๆ แล้วแอบบ่นในใจว่า
“ทึ่มจริง ๆ เป็นโรคย้ำคิดย้ำทำไปแล้วมั้ง”
เขารักษาข้าวของในห้องนี้ให้เหมือนเดิมทุกประการมาสิบปี ไม่เว้นแม้แต่รอยที่ผ้าปูเตียงห้อยลงมา ก็ต้องเหมือนเดิมเป๊ะ
เธอไม่อยากนึกเลยว่าภรรยาในอนาคตของเผยเหิงจะร้องไห้ฟูมฟายขนาดไหนตอนจัดการงานบ้าน
ในยุคสมัยที่ผู้หญิงถูกอบรมมาแบบดั้งเดิมเช่นนี้ หลังแต่งเข้าบ้านก็ต้องรับผิดชอบงานบ้านทุกอย่าง
เหมือนโจวซิ่วเหมย แม่ของเธอ นับตั้งแต่แต่งงานกับเจียงชิ่งซาน พ่อของเธอ เจียงชิ่งซานคนนี้ก็ไม่เคยซักแม้แต่กางเกงชั้นใน
หลังเก็บห้องเสร็จ เผยเหิงก็นั่งลงข้างเจียงถัง ล้วงห่อกระดาษน้ำมันจากกระเป๋าออกมา แล้วคลี่วางบนฝ่ามือ
“ว้าว~ เนื้อแห้งเหรอ?”
สัญชาตญาณนักกินพลุ่งพล่าน เจียงถังหยิบเนื้อแห้งขึ้นมา ก่อนป้อนชิ้นหนึ่งใส่ปากเผยเหิง แล้วหยิบอีกชิ้นเข้าปากตัวเอง
“อืม...อร่อย เผยเสี่ยวเหิง เดี๋ยวนี้นายรู้ทางขึ้นเยอะเลยนะ มีคนเก่งคอยหนุนหลังก็สบาย ฉันนี่โชคดีจริง ๆ ที่มีนายคอยเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง”
เจียงถังเคี้ยวเนื้อแห้งอย่างมีความสุข ของแบบนี้หายากมากในยุคนี้ แทบไม่มีทางหาซื้อได้จากสหกรณ์สินค้า เผยเหิงได้มานี่ ถ้าไม่ผิดคงเป็นของที่หน่วยงานจัดสรรให้เป็นพิเศษ
“เอาละ เสี่ยวเหิงเหิง นายต้องตั้งใจทำงาน มุ่งมั่นพัฒนา สร้างผลงานโดดเด่นเพื่อประเทศ เพื่อวิทยาศาสตร์ และเพื่อประชาชน จะได้ไม่ทำให้ประเทศที่อบรมสั่งสอนนายกับประชาชนที่ฝากความหวังไว้ผิดหวัง รวมถึงต่อมรับรสเล็ก ๆ ของฉันด้วย อืม~ อิ่มใจจัง!”
เจียงถังพูดไม่หยุดตามเคยเมื่ออยู่กับท่อนไม้อย่างเผยเหิง สิ่งที่ได้กลับมาก็มีเพียงพยักหน้าและอือออตามเป็นพัก ๆ
“บ้านนายมีแขกเหรอ?” เจียงถังหยุดพูดไปเล็กน้อย ระหว่างดื่มน้ำเธอเอียงหูฟัง แล้วได้ยินเสียงคนคุยกันในห้องรับแขกข้างนอก คล้ายมีแขกมา
แถมยังคุยกันอย่างออกรสออกชาติ เธอถึงกับได้ยินเสียงหัวเราะอันแสนครื้นเครงของโจวซิ่วเหมย แม่ของเธอ
พอเห็นเจียงถังไม่กินต่อ เผยเหิงก็ห่อกระดาษน้ำมันกลับดังเดิม ดึงกระเป๋าเสื้อด้านหน้าของเธอออก แล้วสอดห่อเข้าไป
จากนั้นจึงอธิบายว่า “หัวหน้าหยางรับปากว่าจะจัดหางานประจำให้เธอ”
เจียงถังมองเผยเหิงอย่างตกตะลึง ก่อนจะดีใจจนแทบล้นออกมา “หัวหน้าหยางเหรอ? หัวหน้าหยางจากสถาบันวิจัยน่ะเหรอ? ว้าว ๆ เก่งมาก เผยเสี่ยวเหิง นายแอบทำเรื่องใหญ่เงียบ ๆ นี่มันน่าเชื่อถือสุด ๆ! สุดยอดขนาดนี้ ฉันควรแต่งตัวให้เรียบร้อย แล้วออกไปทักทายหัวหน้าอย่างเป็นทางการไหม?”
หมอนี่ถึงกับนึกออกว่าจะไปฝากฝังกับหัวหน้าเพื่อจัดงานประจำให้เธอ แบบนี้ก็ไม่ต้องลงชนบทแล้ว ฉลาดจริง ๆ
น่าเชื่อถือกว่าความคิดของคุณแม่โจวซิ่วเหมยที่อยากจับเธอแต่งงานเสียอีก
“เธอ...เธอตกลงไหม?” เผยเหิงกลั้นหายใจอย่างประหม่า ดวงตาเต็มไปด้วยความคาดหวังขณะมองเจียงถัง
“ตกลงสิ ดีสุด ๆ เลย เผยเสี่ยวเหิง ขอบใจนะ ขอบใจจากใจจริง” เจียงถังลุกขึ้นยืนอย่างยินดี พลางจัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อย
ดูท่าหมอนี่คงกลัวจริง ๆ ว่าจะต้องแต่งเธอเข้าบ้าน ถึงได้รีบร้อนเชิญหัวหน้ามาที่บ้าน เพื่อแก้ปัญหาเรื่องงานของเธอ
“เร็ว ๆ เลย ฉันอยากรู้จะแย่อยู่แล้วว่าจะจัดดอกกุหลาบแสนสวยอย่างฉันไปไว้ตำแหน่งไหน”
เจียงถังเปิดประตูออกไปอย่างกระตือรือร้น ไม่ลืมหันกลับไปดึงเผยเหิงที่ยังยืนทึ่ม ๆ ให้ตามมาด้วย
เธอสงสัยในใจว่า ทำไมเขาถึงเหม่ออีกแล้ว? นี่กำลังเข้าใจอะไรขึ้นมาอีกหรือไง?
เผยเสี่ยวเหิงที่แปลกประหลาดคนนี้เป็นแบบนี้มาตั้งแต่เด็ก บางครั้งกำลังพูดอยู่ดี ๆ ก็เงียบไป แล้วจมอยู่กับความคิดของตัวเอง
แต่ก่อนเจียงถังไม่เข้าใจเลยว่าเผยเหิงเป็นอะไร ดูเหมือนเขาจะตัดขาดจากสิ่งรอบตัวจนไม่ได้ยินอะไรทั้งนั้น
แต่ผ่านไปสักพัก เขาก็กลับมาเชื่อมต่อกับโลกภายนอกอีกครั้ง
ตอนนี้ในที่สุดเธอก็เข้าใจแล้วว่าเผยเหิงเป็นอะไร
“สมแล้วที่โลกของอัจฉริยะไม่เหมือนคนทั่วไป ช่างเถอะ เห็นแก่นายที่หางานให้ฉันวันนี้ ฉันจะยกโทษให้ด้วยการจั๊กจี้นายสักหน่อยก็แล้วกัน”
พอเห็นเด็กสาวออกมาจากห้อง หัวหน้าหยางก็รีบมองสำรวจเธอตั้งแต่หัวจรดเท้า ใบหน้าสวยสะอาดสะอ้าน ดูเรียบร้อยน่ามอง และที่สำคัญที่สุดคือ...
เด็กสองคนนี้จูงมือกันออกมาด้วยซ้ำ ดูจากท่าทางเชื่อฟังของเผยเหิง รอยยิ้มของหัวหน้าหยางก็ยิ่งกว้างขึ้น
ที่สถาบันวิจัยเผยเหิงไม่ได้เป็นแบบนี้เลย พอมีผู้หญิงเข้าใกล้ หมอนี่ก็รีบถอยห่างทันที
ถ้าไม่รู้มาก่อน คงนึกว่าสาว ๆ ในสถาบันวิจัยของเราตัวมีเชื้อโรค หรือเป็นเทพแห่งความโชคร้ายกันแน่!
“สวัสดีค่ะหัวหน้า ฉันชื่อเจียงถัง อยู่บ้านตรงข้ามกับเผยเหิง เราโตมาด้วยกันตั้งแต่เด็ก ขอบคุณมากนะคะที่สละเวลาจากงานยุ่ง ๆ มาแก้ปัญหาเรื่องงานให้ฉันด้วยตัวเอง ต่อไปฉันจะคอยดูแลให้เผยเหิงตั้งใจทำงาน ไม่ทำให้สถาบันวิจัยของเราผิดหวังที่อบรมเขามาค่ะ”
หัวหน้าหยางตาเป็นประกาย เด็กคนนี้เข้าใจอะไรได้ดี เขาพยักหน้ารัว ๆ อย่างพึงพอใจ “ดี ๆ พูดได้ดี! ถ้าอย่างนั้นก็แปลว่าเธอตกลงแล้วใช่ไหม?”
