เสินอวิ๋นยวนนอนตะแคงอยู่บนเตียง หลับตาแน่น นอกหน้าต่างยามนี้ดึกสงัดแล้ว ดวงดาวพร่างพราว จันทราส่องแสงเย็นเยียบ
เมื่อได้ยินเสียงปิดประตูด้านหลัง และเสียงฝีเท้าค่อย ๆ ห่างออกไป เสินอวิ๋นยวนก็พลันลืมตาขึ้นในความมืด
ภายในตำหนักบรรทมอันกว้างใหญ่เหลือเพียงนางคนเดียว นางคว้าเสื้อคลุมที่วางอยู่ข้างกาย พลิกตัวลงจากเตียง
หลังสวมเสื้อผ้าเรียบร้อย เสินอวิ๋นยวนก็เดินไปยังประตูตำหนัก มองม่านพลังกั้นที่ไหลเวียนแผ่วเบาบนบานประตู ทันทีที่ฝ่ามือของนางแตะลงไป ม่านพลังกั้นที่ขวางไม่ให้นางออกไปก็พลันหายวับไปต่อหน้าต่อตา
ฝ่ามือของเสินอวิ๋นยวนที่ยื่นค้างอยู่กลางอากาศชะงักไป คิ้วเรียวขมวดเล็กน้อย
ม่านพลังกั้นนี่…
แม้เสินอวิ๋นยวนจะรู้สึกว่าม่านพลังกั้นนี้ชวนให้สงสัย แต่เมื่อนึกได้ว่าเวลาเหลือน้อย นางจึงก้าวออกจากตำหนักบรรทมในที่สุด
เพราะครั้งก่อนถูกเปิดโปง คราวนี้เสินอวิ๋นยวนจึงระมัดระวังยิ่งกว่าเดิม นอกจากปิดบังกลิ่นอายของตนแล้ว ยังร่ายคาถาล่องหนอีกด้วย
ก่อนออกเดินทาง เสินอวิ๋นยวนคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วหยิบขวดกระเบื้องใบเล็กสีขาวออกมาจากกำไลเก็บของ เทยาเม็ดหนึ่งใส่ปาก
ทันทีที่ยาแตะลิ้น รสขมฝาดก็แผ่ซ่านไปทั่วทั้งปาก เสินอวิ๋นยวนดูคล้ายชินกับมันมานานแล้ว แม้แต่คิ้วยังไม่ขมวดสักนิด
เสินอวิ๋นยวนก้มมองยาที่เหลือในขวด ยาที่เย่หวูจิ้วจัดให้เหลือเพียงสองเม็ดแล้ว
