ฉู่เยว่ไม่ใช่ผู้บำเพ็ญ แต่เป็นเพียงคนธรรมดาที่ไร้พลังวิญญาณ อาศัยอยู่ในหมู่บ้านเชิงเขาของสำนักแห่งหนึ่ง
เสินอวิ๋นยวนมีร่างกายอ่อนแอมาตั้งแต่เด็กและต้องมีคนคอยดูแล ท่านพี่ของนางจึงเสนอให้ฉู่เยว่ขึ้นเขามาดูแลความเป็นอยู่ของเสินอวิ๋นยวน หลังจากพบว่าครอบครัวของฉู่เยว่มีชีวิตความเป็นอยู่ยากลำบาก ระหว่างลงเขาไปกำจัดปีศาจ
เสินอวิ๋นยวนลุกขึ้นยืนโดยมีฉู่เยว่ประคอง ครั้นฉู่เยว่สังเกตเห็นคราบเลือดเลือนรางบนฝ่ามือของหญิงสาว ก็อดตกใจไม่ได้ “คุณหนู มือของท่าน!”
เมื่อได้ยินฉู่เยว่พูดเช่นนั้น เผย์โจวที่อยู่ข้าง ๆ ก็อดทอดสายตาไปยังมือเปื้อนเลือดของหญิงสาวไม่ได้
“ไม่เป็นไร” เสินอวิ๋นยวนเอ่ยแก้ตัวทั้งที่ใบหน้าซีดขาว “ข้าตั้งใจศึกษาค่ายกลใหม่ แต่ไม่คิดว่าจะเผลอทำให้ตัวเองบาดเจ็บ”
เสินอวิ๋นยวนเป็นผู้บำเพ็ญวิชาแผนผัง แม้สายเลือดปราณของนางจะเสียหาย แต่ก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการศึกษาค่ายกล ปกติฉู่เยว่ก็รู้ว่าหญิงสาวมักขังตัวเองอยู่ในห้องเพื่อศึกษาค่ายกล
ฉู่เยว่กล่าว “ข้าจะไปเอายามาให้”
“อืม” เสินอวิ๋นยวนพยักหน้าเบา ๆ ก่อนจะหันไปมองเผย์โจวที่อยู่ข้าง ๆ “ศิษย์น้องเผย์มาที่นี่ได้อย่างไรหรือ?”
สิ้นเสียง หญิงสาวก็เหลือบมองม่านพลังกั้นตรงปากประตูที่เผย์โจวคลายออก
เพื่อป้องกันเหตุไม่คาดฝัน นางได้วางม่านพลังกั้นไว้ในตำหนักพักล่วงหน้าแล้ว ไม่คิดเลยว่าตอนนี้จะมีคนคลายมันออก
และผู้ที่คลายม่านพลังกั้นของนาง ย่อมไม่ใช่ฉู่เยว่ผู้ไร้พลังวิญญาณ
เมื่อสัมผัสได้ถึงสายตาเย็นชาของหญิงสาว เผย์โจวจึงตอบตามตรง “ข้ามีข้อสงสัยเกี่ยวกับค่ายกลอยู่ข้อหนึ่ง จึงมาขอคำชี้แนะจากศิษย์พี่ที่ยอดเขาฝูอวิ๋น แต่ตอนที่แม่นางฉู่เยว่พาข้ามาที่นี่ พวกเราบังเอิญได้ยินเสียงดังสนั่นจากในตำหนัก แม่นางฉู่เยว่เป็นห่วงว่าศิษย์พี่จะเกิดเรื่องขึ้นข้างใน ข้าจึง...”
