คำว่า “ศิษย์พี่หยุนหยวน” คล้ายเป็นคำสั่งบางอย่าง เพียงชั่วพริบตาก็กระตุ้นปฏิกิริยาตอบสนองของใครบางคนขึ้นมา
เซี่ยเจาเงยหน้าขึ้น มองไปยังเสียงพูดคุยที่ดังมาจากไม่ไกล
เผย์โจวฟังเสียงหยอกล้อของศิษย์ร่วมสำนักข้างกาย ก่อนเอ่ยอย่างไม่รีบร้อนว่า “ข้าเพียงมีบางจุดที่ไม่เข้าใจเกี่ยวกับค่ายกล จึงไปขอคำชี้แนะจากศิษย์พี่เท่านั้น”
ศิษย์ร่วมสำนักกล่าวว่า “ขอคำชี้แนะต้องไปทุกวันเชียวหรือ? เจ้าเองก็ไม่ได้เป็นผู้บำเพ็ญที่เชี่ยวชาญค่ายกลเสียหน่อย”
“หรือว่าเจ้าคิดกับศิษย์พี่หยุนหยวน...” ศิษย์ร่วมสำนักอีกคนยังพูดไม่ทันจบ จู่ ๆ ก็เงียบเสียงลงอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
เผย์โจวมองเขาอย่างไม่เข้าใจ แล้วเห็นสายตาของอีกฝ่ายมองเลยไปด้านหลังตน ไม่รู้ว่าเห็นอะไรเข้า จึงรีบเบือนหน้าหนีและหุบปากทันที
เผย์โจวหันกลับไปตามสายตาของศิษย์ร่วมสำนักเมื่อครู่ สบเข้ากับดวงตาเย็นชาคู่นั้นของเด็กหนุ่มที่อยู่ไม่ไกลพอดี
หมิงอันนั่งอยู่ข้างเซี่ยเจา มองเซี่ยเจาจ้องเผย์โจวที่อยู่ไกลออกไปด้วยแววตาเย็นเยียบ
เมื่อทั้งสองสบตากัน หมิงอันซึ่งนั่งอยู่ตรงกลางก็สัมผัสได้ทันทีถึงเพลิงโทสะไร้เสียงที่กำลังลุกโหมอยู่ในอากาศ
หมิงอันเข้าสำนักชิงเสวียนมาหลายปีแล้ว แม้เขาจะอายุมากกว่าเซี่ยเจาหนึ่งปี แต่เพราะเซี่ยเจาเข้าสำนักก่อน เมื่อนับตามลำดับอาวุโส เขาจึงต้องเรียกเซี่ยเจาว่าศิษย์พี่
ในสายตาของเขา เซี่ยเจาไม่ใช่คนอารมณ์ร้าย ซ้ำยังชอบช่วยเหลือผู้อื่น ชื่อเสียงของเซี่ยเจาในหมู่ศิษย์จึงดีไม่น้อย
