บนสนามฝึก มีคนในตระกูลวังสายรองเจ็ดแปดคนกำลังฝึกจับล็อกระยะประชิด
หลีชุ่ยก็อยู่ในกลุ่มนั้นด้วย
เพราะสถานะของเขาค่อนข้างพิเศษ คู่ต่อสู้จึงชกมาอย่างหนักหน่วง
ศอกหนึ่งกระแทกเข้าที่อกของเขาอย่างจัง หลีชุ่ยกัดฟันทน อาศัยแรงปะทะคว้าคออีกฝ่ายไว้ แล้วเหวี่ยงร่างนั้นลงกับพื้นอย่างแรง
เป็นวิธีสู้แบบทำร้ายศัตรูแปดร้อย ตัวเองเจ็บหนึ่งพันอย่างแท้จริง ราวกับไม่เห็นชีวิตตัวเองสำคัญ
ทั้งสองคนกอดรัดฟัดเหวี่ยงกันอยู่บนพื้น
คนรอบข้างผิวปาก ส่วนครูฝึกก็ไม่เข้าห้าม
“ดูทางนั้นเร็ว!”
แรงกดทับบนตัวหลีชุ่ยคลายลงทันที คนที่กำลังชกเขาก็ลุกขึ้นแล้ววิ่งไปดูเรื่องสนุก
แต่เขาถูกซ้อมจนเห็นดาว จึงได้แต่นอนหอบอยู่บนพื้นไปก่อน
วังเหิงถือกล่องเก็บความร้อน ท่ามกลางสายตานับสิบคู่ที่จับจ้องมา เธอเพียงเชิดคางขึ้นเล็กน้อย
“เกิดอะไรขึ้น?”
“คุณหนูใหญ่มาที่นี่ได้ยังไง?”
“ของที่ถือมาในมือนั่นอะไรน่ะ?”
“คงไม่ได้มาหาใครหรอกนะ...”
วังเหิงมองตรงไปข้างหน้า เดินฝ่ากลุ่มคนไปยังร่างคนที่นอนแผ่อยู่ตรงนั้น
“นี่!”
หลีชุ่ยฝืนลืมตาขึ้น แดดจ้าจนแสบตา
แสงอาทิตย์ส่องมาจากด้านหลังหญิงสาว ขับให้ร่างของเธอมีขอบสีทองฟุ้งนุ่ม
เธอก้มมองเขาย้อนแสง ใบหน้าค่อย ๆ ปรากฏขึ้นจากวงแสง
คิ้วตางดงามโดดเด่น ปลายจมูกเล็กน่ารัก ริมฝีปากเม้มบาง ๆ เจือความรำคาญอยู่เล็กน้อย
ส่วนใบหน้าของหลีชุ่ยยังเปื้อนฝุ่น มุมปากแตก หน้าผากบวมเป็นก้อน
เขานอนแหงนมองเธอ รู้สึกราวกับตัวเองเป็นหมาจรจัดที่หมอบอยู่ในโคลน แล้วจู่ ๆ ก็ถูกแสงจันทร์สาดส่อง
“คุณหนูใหญ่...”
เขาจ้องเธอจนลืมกะพริบตา
วังเหิงเบ้ปาก โดนซ้อมจนเป็นสภาพนี้แล้วยังดีใจได้อีก
สมแล้วที่ประมาทไม่ได้
เธอเอียงศีรษะ น้ำเสียงสบาย ๆ
“เอ้า ให้เธอ ห้ามเหลือแม้แต่คำเดียว”
หลีชุ่ยยังไม่รู้ว่าเธอเอาอะไรมาให้ แต่ได้ยินเสียงคนรอบข้างเริ่มซุบซิบกัน
“ให้ตายสิ คุณหนูใหญ่เอาข้าวมาให้ไอ้หลีชุ่ยงั้นเหรอ? มันเป็นใครกัน?”
“เมื่อวานหลีชุ่ยกลับมาไม่ใช่เหรอ ใบหน้ามีรอยตบใหญ่ขนาดนั้นเลยนี่?”
“จะไปรู้อะไร นี่เรียกว่าตบหนึ่งทีแล้วให้พุทราหนึ่งผลต่างหาก!”
“โธ่เอ๊ย โชคดีแบบนี้ยกให้ฉันเถอะ ต่อให้คุณหนูใหญ่ยกยาพิษมาให้ ฉันก็ยังกิน!”
พอวังเหิงได้ยินประโยคสุดท้ายก็รู้สึกผิดขึ้นมาเล็กน้อย เธอเดินจากไปโดยไม่หันกลับมามอง
หลีชุ่ยไม่สนใจความเจ็บปวด รีบลุกขึ้นนั่งทันที ก่อนจะหันไปเห็นกล่องเก็บความร้อนที่วางอยู่ข้างตัว
เขาชะงักไปหลายวินาที ถึงค่อยยื่นมือไปหยิบขึ้นมา
เพราะคุณหนูใหญ่มาเยือนด้วยตัวเอง จึงไม่มีใครกล้าพอจะแย่งกล่องเก็บความร้อนไปจากมือเขา ได้แต่จ้องตาละห้อย
“หลีชุ่ย เปิดดูหน่อยสิ”
“ใช่แล้ว ให้พวกเราได้เปิดหูเปิดตาหน่อย คุณหนูใหญ่เตรียมอะไรมาให้?”
หลีชุ่ยเงยหน้าขึ้น กวาดตามองไปรอบ ๆ
คนที่ปกติตะคอกสั่งเขาและลงไม้ลงมือกับเขา ตอนนี้ต่างยืดคอยาว ลูกตาจับจ้องอยู่บนกล่องข้าว ราวกับแมวจรจัดฝูงหนึ่งที่ล้อมอยู่หน้าร้านขายเนื้อ
เขากอดกล่องเก็บความร้อนไว้แนบอก สีหน้าภาคภูมิใจจนซ่อนไม่มิด ดูแล้วน่าหมั่นไส้สุด ๆ
“เดากันไปสิ อยากกินจนทนไม่ไหวก็เชิญ!”
เขาก้าวยาว ๆ เดินไปทางหอพัก ทิ้งให้คนกลุ่มหนึ่งมองตามอย่างอิจฉา
“ก็แค่หน้าตาดีหน่อย ทำเป็นวางท่าไปได้! ฝึกครั้งหน้า ฉันจะซ้อมหน้ามันให้เละ!”
“พอเถอะ ตอนนี้หลีชุ่ยมีคุณหนูใหญ่คอยหนุนแล้ว นายเคยเห็นคุณหนูใหญ่เอาของไปให้ใครที่ไหน?”
“ท่านเซียวไง คุณหนูใหญ่กลัวหัวเขาจะหนาว ก็เลยเอาหมวกไปให้ถึงที่ด้วยตัวเอง!”
“อยากตายหรือไงวะ!”
……
หลีชุ่ยวางกล่องเก็บความร้อนไว้บนโต๊ะอย่างทะนุถนอม แล้วค่อย ๆ เปิดฝาออก
ไอร้อนสีขาวพวยพุ่งขึ้นมา กลิ่นหวานของกุ้งสดกับกลิ่นหอมเค็มของหอยเชลล์แห้งลอยเข้าปะทะใบหน้าเขา
กุ้งเนื้อเต็มตัวสี่ห้าตัววางอยู่บนโจ๊กสีขาวนวล สีชมพูใส เนื้อแน่นจนงอตัวเล็กน้อย เส้นหอยเชลล์แห้งถูกฉีกเป็นเส้นเล็กละเอียด กระจายอยู่ระหว่างเมล็ดข้าวอย่างทั่วถึง เสริมด้วยต้นหอมสีเขียวสดโรยอยู่เล็กน้อย
หลีชุ่ยน้ำลายสอ เขาตักขึ้นมาหนึ่งช้อน แล้วค่อย ๆ ลิ้มรสอย่างทะนุถนอม
เนื้อกุ้งเด้งสู้ฟัน หอยเชลล์แห้งหอมเค็มกลมกล่อม
เขาคาบช้อนไว้ในปาก ชะงักไปชั่วขณะ
ไม่คิดเลยว่าคุณหนูใหญ่จะทำอาหารเก่งขนาดนี้!
หลีชุ่ยจัดการซดโจ๊กจนหมดเกลี้ยงอย่างรวดเร็ว
เขาเลียช้อนจนสะอาด แล้วขูดเมล็ดข้าวที่ติดอยู่บนฝาปิดกล่องข้าวจนหมด ก่อนจะวางลงอย่างอาลัยอาวรณ์
หลังล้างกล่องเก็บความร้อนเสร็จ เขาก็นอนบนเตียงเหล็ก มองเพดานที่สีหลุดร่อน
รอให้อู๋เซียลงมือ รอให้ตระกูลวังพังทลาย รอให้สถานะ “เชลย” ของเขาถูกปลดออก
ถึงตอนนั้น เขาก็ไม่ต้องคุกเข่าอีก
เขาจะยืนต่อหน้าเธอได้อย่างเปิดเผย แล้วทำให้เธออยู่เคียงข้างเขา
หลีชุ่ยหลับตา พึมพำในใจ
คุณหนูใหญ่
ในเวลาเดียวกัน ณ อาคารหลังเล็กทางฝั่งตะวันตกของฐาน
วังเสี่ยวนั่งอยู่หน้าโต๊ะหนังสือ ตรงหน้ามีกล่องข้าวเก็บความร้อนวางอยู่ใบหนึ่ง
คุณหนูใหญ่ช่างสรรหาวิธีทรมานตัวเองเสียจริง ก่อนอื่นก็เรียกหลีชุ่ยมาคืนหมั้นหมาย ต่อมายังลงมือทำอาหารให้เขาด้วยตัวเอง
วังเสี่ยวอยู่กับเธอมาหลายปี ไม่เคยเห็นเธอเข้าครัวเลยสักครั้ง
เธอต้องการอะไรกันแน่?
วังเสี่ยวเปิดฝากล่อง สีหน้าพลันแข็งค้าง
กลิ่นไหม้เกรียมปนกลิ่นเปรี้ยวบูดพุ่งเข้าปะทะใบหน้า
เมล็ดข้าวแช่อยู่ในน้ำซุปสีเทาหม่น ตรงกลางมีเนื้อไหม้ดำอยู่สองสามชิ้น ยังมีผักบางอย่างที่บอกไม่ถูกว่าเป็นอะไร น้ำซุปขุ่นข้นสะท้อนสีเทาน่าสงสัยใต้แสงอาทิตย์ ผิวหน้าจับตัวเป็นฟิล์มบาง ๆ แค่มองนานหน่อยก็รู้สึกคลื่นไส้แล้ว
วังเสี่ยวมองสิ่งที่อยู่ในกล่องข้าวอยู่นานกว่าสิบวินาที
จากนั้นเขาก็หัวเราะขึ้นมาเบา ๆ
ไฝแดงตรงหว่างคิ้วแต้มอยู่บนรอยยิ้มเช่นนั้น ความเมตตาอ่อนโยนพลันมลายหาย กลับเผยความเย็นเยียบมืดมนออกมาแทน
ไม่ว่าอย่างไร นี่ก็เป็นฝีมือของคุณหนูใหญ่
เป็นครั้งแรกในชีวิตที่เธอลงมือทำอาหาร
ไม่ว่าจะเป็นครั้งแรกอะไรของเธอ เขาก็ต้องได้ครอบครองทั้งหมด
วังเสี่ยวหยิบช้อนขึ้นมา ตักหนึ่งคำส่งเข้าปาก
กลิ่นไหม้ตีขึ้นจมูก ความเปรี้ยวกระแทกลำคอ เค็มจนขม
พอฝืนทนได้...
กร๊อบ
สีหน้ามุ่งมั่นของวังเสี่ยวพังทลายลงในที่สุด เขาคีบเศษเปลือกไข่ออกจากปาก
“ช่างเป็น... คนซุ่มซ่ามจริง ๆ”
