“ท่านพี่หาน... พวกเรา คงไม่ได้วิ่งมาผิดที่กระมัง?”
ทันใดที่เห็นภาพเบื้องหน้า เฉินเฉี่ยวเชี่ยนพลันใจสั่นหวาด
หานหยางบีบมือนางที่เย็นเฉียบเล็กน้อย ปลอบว่า “อย่ากลัว มีข้าอยู่”
นางพยักหน้าอย่างว่าง่าย ใจพลันหนักแน่น
ถูกแล้ว ต่อให้มีชีวิตอยู่ไม่ได้ แต่สามารถตายร่วมกับผู้ที่ตนชอบพอก็เป็นเรื่องน่ายินดี จะต้องตื่นตระหนกไปไย
ทั้งสองก้าวเดินมุ่งสู่เบื้องลึกตามกัน
ถ้ำดูราวกับลึกล้ำสุดหยั่งถึง เดินนานร่วมก้านธูปเดียว ก็ยังไม่ถึงจุดสิ้นสุด
และนอกจากซากศพแล้ว กลับไม่เห็นแม้เงาร่างอสูร
สิ่งนี้ทำให้จิตใจของหานหยางสงบลงไม่น้อย อาศัยแสงสลัวจากหินจุดไฟในมือ เขาจึงได้มีเวลาพินิจรอบด้าน
“อืม? นั่นมัน... ดอกเนตรทิพย์?”
จมูกรับกลิ่นหอมประหลาดหนึ่ง หานหยางมองไปทางซ้ายด้วยความประหลาดใจ บนผนังถ้ำชื้นห่างไปสามถึงสี่จั้ง มีดอกไม้สีครามดอกน้อย
หากมิใช่เพราะฝึกลมปราณตำหนักเก้าสังสารดาราจนหูตาไว เกรงว่ายากจะสังเกตพบ
เฉินเฉี่ยวเชี่ยนถามด้วยความสงสัย “ล้ำค่างั้นหรือ?”
“จะว่าล้ำค่ามากก็หาไม่ ทว่าสำหรับข้าตอนนี้มีประโยชน์ไม่น้อย”
หานหยางดีดตัวเบา ๆ เก็บดอกไม้สีครามลงมา “สิ่งนี้ทำให้ข้าก้าวเข้าสู่ขั้นหลอมกระดูกได้ และเปิดทวารชีพจร”
เฉินเฉี่ยวเชี่ยนพยักหน้าอย่างกึ่งเข้าใจ กำลังจะถามต่อ ทว่าบัดดลนั้นเอง เสียงหัวเราะเย็นเยียบก็ดังระเบิดขึ้นข้างหลังทั้งสอง
“ไอ้หนู เจ้าวิ่งเก่งนักนะ”
