ทุกครั้งที่เว่ยอวี่เผลอกำเสื้อเขาไว้ เขาจะค่อย ๆ ถอนจูบออก ก่อนหรี่ดวงตาคมใสคู่นั้นลงเล็กน้อย แล้วสังเกตสีหน้าของเธออย่างละเอียด
ยามเว่ยอวี่ถูกจูบจนดวงตาชุ่มชื้น ร่างกายสั่นระริกไปกับความสุข เขาก็จะจูบสันจมูกเธอเบา ๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างอ่อนโยน ราวกับปลอบประโลม
สบายเหลือเกิน เป็นความสบายที่ทำให้ใจยังเต้นไม่หาย เว่ยอวี่ถูกจูบจนมึนงงไปพักใหญ่กว่าจะดึงสติกลับมาได้
ซางซวี่จิ่งยังไม่ชำนาญเรื่องทักษะอะไรนัก และกำลังเรียนรู้ไปทีละน้อย ทว่าปฏิกิริยาทางร่างกายจากการแนบชิดกันกลับรุนแรงเหลือเกิน
แม้เขาจะผละออกไปแล้ว ปลายนิ้วของเธอก็ยังเผลอกำเสื้อเขาไว้โดยไม่รู้ตัว ริมฝีปากเผยอเล็กน้อย บนเนื้อปากยังมีรอยฟันจาง ๆ อีกไม่นานก็คงหายไป แต่เพียงเห็นก็ชวนให้ใจร้อนรุ่ม
อยากจูบอีกแล้ว
ซางซวี่จิ่งโน้มตัวเข้าไปหา ตั้งใจจะจูบริมฝีปากของเธอ
เว่ยอวี่เบือนหน้าหนีเล็กน้อยแล้วพูดว่า “ไม่เอา”
เพื่อป้องกันไม่ให้ถูกจูบ เธอจึงเอนตัวซบซางซวี่จิ่ง หน้าผากพิงไหล่ผึ่งผายของชายหนุ่ม แล้วซ่อนใบหน้าไว้ตรงนั้น ปลายจมูกได้กลิ่นจาง ๆ จากเสื้อ เป็นกลิ่นสมุนไพร คงเป็นกลิ่นที่เหลือจากเม็ดหอมปรับผ้านุ่ม ให้ความรู้สึกแห้งอุ่นเหมือนแสงแดด
น่ารักชะมัด ราวกับกำลังหลอกตัวเองว่าถ้าซ่อนตัวแล้วจะไม่ถูกจูบ
ลูกกระเดือกของซางซวี่จิ่งขยับขึ้นลง เขาไม่ได้จูบต่อจริง ๆ เพราะกลัวจะทำให้เธอโมโห จึงอมปลายนิ้วของเธอไว้แล้วกัดเบา ๆ แทน
นิ้วมือขาวผ่องถูกกัดจนเป็นรอยแดง ราวกับมีดอกไม้เล็ก ๆ ผลิบานเรียงกัน
แรงกระแทกจากการได้คบกันอย่างกะทันหันรุนแรงเสียจนซางซวี่จิ่งรู้สึกเหมือนไม่ใช่เรื่องจริง เขากลัวว่าความรู้สึกนี้จะกลายเป็นจริงขึ้นมา จึงทะนุถนอมความสัมพันธ์นี้อย่างยิ่ง ถึงขั้นไม่กล้าทำอะไรเลย
เขากลายเป็นสุภาพบุรุษ รู้จักยับยั้งชั่งใจและวางตัวสุภาพ ผ่านไปหลายวัน นิสัยร้ายลึกที่ฝังอยู่ในสันดานจึงค่อย ๆ ถูกปลุกขึ้นมาอีกครั้ง
