ฟู่ติงกวานรู้สึกอยู่ตลอดว่าฉากตรงหน้านี้ช่างเหลวไหลเหลือเกิน แต่กลับนึกไม่ออกว่าปัญหาอยู่ตรงไหน
เมื่อกลับถึงบ้านตระกูลฟู่ เว่ยอวี่กินจนอิ่มหนำ อาบน้ำอุ่นเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่เรียบร้อย พอกำลังคิดจะเอนตัวลงนอนอย่างเกียจคร้าน ฟู่ติงกวานก็ได้รับคำสั่งจากลูกพี่ใหญ่ให้พาหมิงซูมาที่นี่
ร่างสูงใหญ่ถูกโยนลงบนพื้น เว่ยอวี่ตกใจจนแทบกระโดดจากเก้าอี้ พอมองเห็นชัดว่าเป็นใคร วิญญาณแทบหลุดลอยไปครึ่งหนึ่ง
เธอลุกขึ้นยืน เม้มริมฝีปากไม่พูดอะไร ดวงตาดำขลับมองไปทางฟู่หลัว
ฟู่หลัวนั่งอยู่ด้านข้าง นิ้วยาวค้ำข้างแก้ม ดวงตาหลุบต่ำ คล้ายกำลังรอคำอธิบาย
ฟู่ติงกวานได้รับคำสั่งจากลูกพี่ใหญ่แล้ว ในใจแอบขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน เขาต้องรักษาภาพลักษณ์แสนดีในสายตาภรรยาไว้ให้นิ่งสงบ ส่วนบทคนร้ายกลับตกเป็นของเขาเสียอย่างนั้น
แต่สีหน้าของเขายังคงไม่เปลี่ยนแม้แต่น้อย ออกแรงผลักหมิงซูทีหนึ่ง ก่อนเอ่ยเสียงเย็นเยียบว่า “พูดมา เกิดอะไรขึ้น”
ฟู่หลัวกำลังคิดบัญชีย้อนหลังสินะ เธออุตส่าห์คิดว่าเรื่องนี้ผ่านไปแล้ว มื้ออาหารเมื่อครู่กลับดูเหมือนเป็นอาหารมื้อสุดท้ายก่อนถูกประหาร
ระหว่างถูกจับตัวมา หมิงซูคงเจอเรื่องไม่สู้ดีนัก เสื้อผ้าจึงยับยู่ยี่ ผมเผ้าก็ยุ่งเหยิง
ในดวงตาของเขาไม่มีแววหวาดกลัว กลับพยายามเงยหน้าขึ้นสุดกำลัง จ้องเว่ยอวี่แล้วยิ้มไม่วางตา จนเธอใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว รู้สึกอยู่ตลอดว่าเขากำลังจะเปิดโปงเธอ
เว่ยอวี่ก้มหน้าหงอยเหมือนไก่ตัวน้อย ฟู่หลัวยื่นมือมา เธอก็เอนซบเข้าไปทันที นั่งบนตักเขา ซุกหน้าอยู่ตรงซอกคอพลางสะอื้นว่า “เป็นเพราะเขา เขาซ่อนฉันไว้ ฉันถึงออกมาไม่ได้”
