เว่ยอวี่ลืมตาขึ้นอย่างตกใจ ใบหน้าหล่อเหลาและสุภาพปรากฏตรงหน้า ดวงตาเรียวยาวหางตาชี้ขึ้นหรี่ลงเล็กน้อย พอขยับเข้าไปใกล้จึงเห็นว่าตรงคางของชายคนนั้นมีไฝจาง ๆ เม็ดหนึ่ง
“...เป็นคุณนี่เอง” เว่ยอวี่ชะงักไป ก่อนจะลุกขึ้นจากตัวเขา
“คุณนายคิดสั้นแบบนี้ได้ยังไงครับ” เจ้าของร้านหนุ่มถอนหายใจ พลางใช้มือเรียวยาวลูบเสื้อบริเวณหน้าอก ก่อนจะลุกขึ้นยืน ท่าทางดูบอบบางราวกับคนป่วย
“ฉัน...”
เว่ยอวี่ไม่รู้จะอธิบายอย่างไร จึงคิดหาของอะไรสักอย่างตอบแทนเขา สุดท้ายก็ถอดกำไลจากข้อมือแล้วยัดใส่มือเขาอย่างรวดเร็ว “ขอบคุณมากนะคะ ฉันยังมีธุระอีกนิดหน่อย อย่าบอกพวกเขาว่าเห็นฉันนะคะ”
พูดจบเธอก็วิ่งไปทางตรอกที่อยู่ไม่ไกล
เจ้าของร้านหนุ่มขยับนิ้ว ราวกับคิดจะทำอะไรบางอย่าง แต่เมื่อสัมผัสได้ถึงไออุ่นจากกำไล ปลายนิ้วก็หดกลับราวกับถูกลวก
เขามองเธอหายลับไปจากสายตา ก่อนยกมือขึ้นดม กลิ่นหอมจาง ๆ ยังติดอยู่
หางตาที่เชิดขึ้นยกสูงเล็กน้อย เขาหัวเราะในลำคออย่างพอใจ “ช่างเถอะ อยากหนีก็หนีไป ยังไงเดี๋ยวก็กลับมาอยู่ดี”
·
ตอนแรกเว่ยอวี่วิ่งเข้าไปในตรอก ตรอกนั้นลึก ไม่มีแผงขายของ ผู้คนก็น้อย หากเดินไปทางเหนือเรื่อย ๆ ก็จะออกนอกเมืองได้
แต่พอเธอวิ่งมาถึงชานเมือง ก็ได้ยินหญิงวัยกลางคนสองคนที่นั่งเด็ดกุยช่ายอยู่ใต้ต้นไม้คุยกัน
“วันนี้ดูหลานชายให้ดี อย่าปล่อยให้วิ่งซนไปทั่ว ข้างนอกเกิดเรื่องใหญ่แล้ว คนเต็มไปหมด” หญิงที่เกล้าผมเตือน
“ฉันก็กำลังสงสัยอยู่เหมือนกันว่าเกิดอะไรขึ้น” หญิงอีกคนถาม
“ได้ยินว่าคุณนายบ้านฟู่หนีไป...” หญิงที่เกล้าผมกดเสียงต่ำเสียจนแทบไม่ได้ยินประโยคต่อมา ราวกับเป็นเรื่องที่พูดออกมาไม่ได้
