จางซีนั่งขัดสมาธิอยู่บนพรม มองปลอกคอสุนัขสีดำที่แทบจะจ่อปลายจมูกตัวเอง
หนังแข็งมาก ขอบประดับหมุดโลหะเย็นเยียบเป็นวง นอกจากขนสุนัขแล้ว ยังมีน้ำลายเปื้อนอยู่ด้วย
เธอไม่รับ แต่เลื่อนสายตาจากปลอกคอขึ้นไปสบกับต้วนอวี่
เด็กแปดขวบมีหน้าตาราวกับหุ่นโชว์ในตู้กระจกอันประณีต เขาดื้อดึงชูปลอกคอค้างไว้ในท่ายื่นส่ง ราวกับว่าถ้าจางซีไม่ยอมสวม เขาก็จะชูค้างอยู่อย่างนั้นไปจนฟ้าดินสลาย
ความดื้อรั้นจนออกจะผิดปกตินี้ ทำให้เธอนึกถึงคนเลี้ยงสุนัขอีกคนหนึ่ง ฮ่า ๆ ๆ นับว่าช่วยดีหาเพื่อนร่วมชะตากรรมได้แล้ว
“อยากให้ฉันเป็นสัตว์เลี้ยงเหรอ?” จางซีแยกเขี้ยวขาววับสองแถวใส่เขา “เจ้านายตัวน้อย ฉันกัดคนดุกว่าสุนัขอีกนะ กล้าให้ฉันใส่เจ้าสิ่งนี้หรือไง?”
ต้วนอวี่ดื้อดึงยื่นปลอกคอไปข้างหน้าอีกหนึ่งนิ้ว แทบจะแตะคางเธออยู่แล้ว
“สัตว์เลี้ยง” เขาพูดซ้ำ
จางซีถอนหายใจ “รู้ไหมว่าฉันเป็นสัตว์สายพันธุ์อะไร?”
เฮ้อ ไม่เป็นวัวเป็นม้า ไม่เป็นไก่เป็นเป็ด ก็ต้องเป็นหมูเป็นหมา ค่าแรงชั่วโมงละ 3,000 ก็ใช่ว่าจะคุยกันไม่ได้!
เด็กน้อยมองเธออย่างงุนงง ก่อนจะส่ายหน้าเบา ๆ จนแทบสังเกตไม่เห็น
“ฉันเป็นสัตว์กินทอง”
มือที่ต้วนอวี่จับปลอกคอชะงักค้างกลางอากาศ ราวกับนี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้ยินคำนี้ รูม่านตาดำสนิทค่อย ๆ ขยับไปมา
“สัตว์กินทอง” เขาพูดซ้ำ
จางซีพยักหน้า “ใช่ สายพันธุ์หายาก ต้นทุนเลี้ยงดูสูงมาก ชั่วโมงละ 3,000 ขึ้นไป ถ้าต่ำกว่านี้จะเกิดอาการเครียด”
ต้วนอวี่มองเธอ
จางซีพูดต่อ “อาการเครียดมีตั้งแต่ไม่ยอมเชื่อฟัง ไม่ยอมเข้าสังคม ไม่ยอมเป็นสัตว์เลี้ยง ไปจนถึงรัดคอสุนัขของนายจ้างจนกลายเป็นไม้ถูพื้น”
โดเบอร์แมนที่มุมห้องหดตัวแนบพื้นยิ่งกว่าเดิม ส่งเสียงครางหงิงเบา ๆ ในลำคอ
