“อวิ๋นเซี่ยงเซี่ยง เจ้านี่ช่างเหลวไหลจริง ๆ!” ซูจืออวี้สะบัดมือหนานวั่งเยว่ออก
หนานวั่งเยว่ไม่ได้โกรธ เขายังคงสงบนิ่ง เพียงมองมือตัวเองที่เพิ่งจับมือซูจืออวี้เมื่อครู่
เขารู้สึกว่ามือสกปรกนิดหน่อย จึงอยากเช็ดมัน
อวิ๋นเซี่ยงเซี่ยงได้สติกลับมา แล้วมองไปรอบ ๆ
ซูจืออวี้สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนจะอดทนพูดว่า “อวิ๋นเซี่ยงเซี่ยง ไล่คนผู้นี้ไปเสีย!”
ดูจากบุคลิกของคนผู้นี้แล้ว เขาต้องไม่ใช่คนธรรมดาแน่
อวิ๋นเซี่ยงเซี่ยงหัวทึบ เกรงว่าวันหน้าจะเสียเปรียบเอาได้
ซูจืออวี้พูดต่อว่า “ถึงชื่อเสียงของเจ้าจะไม่ดี แต่ก็ไม่ต้องกังวลว่าจะออกเรือนไม่ได้ ข้าจะช่วยเจ้าเอง”
อวิ๋นเซี่ยงเซี่ยงไม่สนใจซูจืออวี้ นางรีบเดินไปทางคอกหมู
“เซี่ยงเซี่ยง เจ้าจะทำอะไร...”
ซูอี้หว่านเห็นอวิ๋นเซี่ยงเซี่ยงยกถังไม้ใบหนึ่งออกมาจากคอกหมู กลิ่นน้ำล้างคอกเหม็นคลุ้งลอยมาตามลม...
สีหน้าซูอี้หว่านเปลี่ยนไปทันที
“อวิ๋นเซี่ยงเซี่ยง... อย่าทำอะไรบ้า ๆ นะ!” ซูจืออวี้เห็นอวิ๋นเซี่ยงเซี่ยงเดินมาทางนี้ ก็ขมวดคิ้วแล้วถอยหลัง
ซูอี้หว่านก็ถอยร่นไม่หยุดเช่นกัน
“ยังไม่ไสหัวไปอีกหรือ?” อวิ๋นเซี่ยงเซี่ยงตวาด
ซูอี้หว่านกับซูจืออวี้ถอยไปจนถึงประตู
อวิ๋นเซี่ยงเซี่ยงยังคงเดินเข้าหาพวกเขา
ซูจืออวี้กำลังจะพูดอะไรต่อ ซูอี้หว่านก็ดึงแขนเขาไว้ “จืออวี้ รีบไปเถอะ ตอนนี้เซี่ยงเซี่ยงเสียสติไปแล้ว นางทำได้ทุกอย่าง!”
ซูจืออวี้ทำได้เพียงสะบัดแขนเสื้อ แล้วหมุนตัวจากไป
อวิ๋นเซี่ยงเซี่ยงแค่นเสียงขึ้นจมูก คล้ายคิดอะไรได้จึงกลับเข้าไปในลานบ้าน
ไม่นานนัก นางก็วิ่งออกมา “ซูจืออวี้!”
ซูจืออวี้ชะงักฝีเท้า หันกลับมามอง
เขาคิดไปเองว่านางสำนึกผิดแล้ว “ข้าจะบอกให้ วันนี้เจ้าทำเกินไปจริง ๆ...”
“เอาของห่วย ๆ นี่กลับไปด้วย!”
อวิ๋นเซี่ยงเซี่ยงโยนของไปทางซูจืออวี้
ซูจืออวี้มองปิ่นมุกที่ตกลงบนพื้น โกรธจนแทบระเบิด เขากำลังจะก้มลงไปเก็บ ทว่า...
“ระวัง!” ซูอี้หว่านดึงซูจืออวี้ที่กำลังจะก้าวเข้าไปไว้
รถม้าคันหนึ่งแล่นผ่านหน้าทั้งสองคน ล้อรถบดทับมุกบนปิ่นพอดี
เมื่อเห็นภาพนั้น สีหน้าซูจืออวี้ก็เปลี่ยนไปทันที
“จืออวี้...” ซูอี้หว่านเรียก
พอรถม้าแล่นผ่านไป ซูจืออวี้ก็รีบเข้าไปเก็บปิ่นบนพื้น เมื่อเห็นมุกถูกบดจนเป็นผง เขาก็รู้สึกขมขื่นใจอย่างยิ่ง
“อวิ๋นเซี่ยงเซี่ยง เจ้ามันสารเลว!” เขากัดฟันพูด
ซูจืออวี้มองไปอีกฝั่ง แต่ไม่เห็นเงาของอวิ๋นเซี่ยงเซี่ยงแล้ว
อวิ๋นเซี่ยงเซี่ยงกลับมาถึงบ้าน ยังไม่ทันเข้าลานบ้านก็เห็นหนานวั่งเยว่ตักน้ำมาล้างมือ
แม้แต่ตอนล้างมือ เขาก็ยังตั้งใจทำอย่างยิ่ง อวิ๋นเซี่ยงเซี่ยงหยุดยืน ไม่เข้าไปรบกวน
นางย้อนนึกถึงคำพูดของเขาเมื่อครู่...
ตอนที่เขายอมรับว่าตนเป็นสามีของนาง แววตาของเขาไม่มีความรังเกียจหรือเย็นชาแม้แต่น้อย
ความคิดของอวิ๋นเซี่ยงเซี่ยงเริ่มเตลิดไปไกล นางนึกถึงชะตากรรมแสนรันทดของตัวเองในนิยาย...
นางอดตัวสั่นไม่ได้ จึงยกมือถูแขน สีหน้าเศร้าหมอง
ก่อนจะวางกู่รักใส่ผู้ยิ่งใหญ่ นางก็ปฏิบัติต่อเขาไม่ดีเลยนี่นา!
เพราะถูกตระกูลซูทำให้ขุ่นเคือง นางจึงเอาความโกรธไปลงกับผู้ยิ่งใหญ่
แม้จะไม่ได้ทรมานเขา แต่ก็พูดจาร้ายกาจใส่ไม่น้อย...
จะเอายังไงดีล่ะ!
หรือจะลองชดเชยให้เขาดู?
ถ้าชดเชยได้ดี พอผู้ยิ่งใหญ่ฟื้นความทรงจำแล้ว บางทีเขาอาจไว้ชีวิตนางก็ได้?
อย่างน้อยนางก็เป็นคนเก็บเขากลับมาจากหิมะและความหนาวเหน็บ
ถ้าไม่ได้เก็บเขากลับมา ไม่แน่เขาอาจตายไปแล้วก็ได้
อวิ๋นเซี่ยงเซี่ยงทำได้เพียงปลอบใจตัวเองเช่นนี้
เมื่อดึงความคิดกลับมา นางก็มองหนานวั่งเยว่อีกครั้ง แต่กลับเห็นว่า... เขายังล้างมืออยู่...
คนผู้นี้คงรักความสะอาดมากสินะ... แม้จะสูญเสียความทรงจำไปแล้ว แต่นิสัยยังเหมือนเดิม
“สามี?” อวิ๋นเซี่ยงเซี่ยงหลุดปากเรียก
พอพูดจบ นางก็รีบถุยสองครั้ง สามีอะไรกัน นางจะฉวยโอกาสเอาเปรียบผู้ยิ่งใหญ่ได้อย่างไร!
หนานวั่งเยว่เงยหน้ามอง
เพียงชั่วขณะที่เขาเงยหน้าขึ้นมา ความงามของเขาก็ทำเอานางตะลึงจนแทบหายใจไม่ออก...
นางเคยเห็นดารามากมายในโทรทัศน์ แต่ไม่มีใครเทียบเขาได้เลยสักคน
ใบหน้าหล่อเหลาระดับสุดยอดจริง ๆ!
“วั่งเยว่?”
เรียกแบบนี้แล้วรู้สึกแปลก ๆ
“อาเยว่? เรียกอาเยว่ดีไหม?”
แบบนี้ฟังดูสนิทสนมกว่า!
ก่อนผู้ยิ่งใหญ่จะฟื้นความทรงจำ นางต้องเอาใจเขาให้ดี
หนานวั่งเยว่ยังคงจ้องมองอวิ๋นเซี่ยงเซี่ยง เมื่อเทียบกับความเย็นชาเฉยเมยก่อนถูกวางกู่รัก ตอนนี้เขาสงบและงดงาม ราวกับหยกเนื้อดีที่เปล่งประกายอ่อนโยน
อวิ๋นเซี่ยงเซี่ยงสูดหายใจลึก ๆ อยู่ในใจ ปรับสีหน้าให้เป็นปกติ แล้วฉีกยิ้ม พลางถูมือไปมา ก่อนก้าวเดินออกไป “อาเยว่...”
นางเพิ่งเอ่ยปาก...
ชายหนุ่มตรงหน้าก็คลี่ยิ้ม
ขาของอวิ๋นเซี่ยงเซี่ยงที่ก้าวออกไปพลันอ่อนยวบ นางทรุดนั่งลงกับพื้นทันที
“จบเห่แล้ว!!!”
หนานวั่งเยว่ยิ้มให้อวิ๋นเซี่ยงเซี่ยง ดวงตาและคิ้วของเขาอ่อนโยนเปี่ยมรอยยิ้ม รอยยิ้มนั้นบางเบา ทว่ากลับคล้ายแสงจันทร์ที่ส่องประกายระยิบระยับ
“ภรรยา ระวังหน่อย” หนานวั่งเยว่เดินเข้ามาแล้วยื่นมือให้อวิ๋นเซี่ยงเซี่ยง น้ำเสียงมีรอยยิ้มจาง ๆ
แต่อวิ๋นเซี่ยงเซี่ยงกลับขนหัวลุก รู้สึกเหมือนมีดาบเล่มหนึ่งแขวนอยู่เหนือศีรษะ...
ก็ใช่น่ะสิ ความงามนี่แหละคือคมมีด หากอวิ๋นเซี่ยงเซี่ยงในนิยายไม่หลงใหลความงามของอาจารย์หลวงผู้นี้ นางก็คงไม่ต้องตายอย่างน่าอนาถขนาดนั้น
“อย่าเรียกข้าว่าภรรยา เรียกเซี่ยงเซี่ยงก็พอ ฮะ ๆ!”
อวิ๋นเซี่ยงเซี่ยงลุกขึ้นเอง แล้วพูดกับเขาพลางหัวเราะแห้ง ๆ สองสามครั้ง
รอยยิ้มที่มุมปากของหนานวั่งเยว่จางหายไป “ข้าทำอะไรไม่ดี จนทำให้ภรรยาไม่พอใจหรือ?”
อวิ๋นเซี่ยงเซี่ยงรีบโบกมือ “ไม่มี ๆ! ท่านทำได้ดีมาก ข้าจะไม่พอใจได้อย่างไร!”
หนานวั่งเยว่มองนาง คิ้วของเขามีแววหม่นหมองเจืออยู่หลายส่วน “แล้วเหตุใดถึงไม่ยอมแตะมืออาเยว่? คำพูดคำจาก็ฟังดูห่างเหิน”
อวิ๋นเซี่ยงเซี่ยง “!!!”
โอ๊ย ท่านแม่จ๋า!
ข้ากล้าแตะที่ไหนกัน!
พอท่านนึกอะไรออกขึ้นมา มือทั้งสองข้างของข้าคงเป็นอย่างแรกที่รักษาไว้ไม่ได้!
“ข้า... ท่าน... อย่างไรก็อย่าคิดมากแล้วกัน!”
“อืม...” หนานวั่งเยว่หลุบตาลง ตอบเสียงเบา
อวิ๋นเซี่ยงเซี่ยงรู้สึกรำคาญใจอยู่บ้าง
หรือจะส่งเขาไปให้พ้น ๆ ดี?
แต่ถ้าไม่ชดเชยให้เขา พอเขาฟื้นความทรงจำแล้วก็ยังต้องกลับมาคิดบัญชีกับนางอยู่ดี!
นี่มันปัญหาใหญ่จริง ๆ
“ไปพักผ่อนเถอะ!” อวิ๋นเซี่ยงเซี่ยงพูด
หนานวั่งเยว่พยักหน้าเบา ๆ ท่าทางอ่อนโยนว่าง่ายเช่นนั้น กลับทำให้อวิ๋นเซี่ยงเซี่ยงรู้สึกใจอ่อนขึ้นมานิดหนึ่ง
