ภายหลังนางถึงได้รู้ว่า ซูจืออวี้มีสหายร่วมสำนักเรียนคนหนึ่ง บ้านเดิมเป็นตระกูลใหญ่แห่งทะเลใต้ เขาผู้หยิ่งทะนงยอมรับปากช่วยคุณชายคนนั้นคัดตำราอยู่นานถึง 5 ปี จึงแลกกับโอกาสซื้อไข่มุกทะเลใต้เม็ดนี้มาได้
นางนำไข่มุกไปทำเป็นปิ่น ในวันปักปิ่นก็นำมาประดับผม ส่วนซูอี้หว่านเพียงมองมันมากกว่าปกติไม่กี่ครั้ง…
ทุกคนก็พากันบังคับให้นางยกปิ่นให้ซูอี้หว่าน หากไม่ยกให้ก็จะถูกหาว่าไม่รู้ความ
ปิ่นถูกบีบให้ยกแก่ซูอี้หว่าน นางอัดอั้นตันใจ ความขุ่นเคืองพอกพูนขึ้นตามกาลเวลา ราวกับภูเขาไฟใกล้ปะทุ ในที่สุดก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป
ที่จริงผู้เขียนไม่ได้กำหนดให้หยุนเซี่ยงเซี่ยงในนิยายเป็นตัวร้ายไร้สมอง เพียงแต่สร้างนางให้ดูโง่เขลาไปสักหน่อย
ใช้วิธีเปรียบเทียบเพื่อให้ตาชั่งเอนเข้าหาซูอี้หว่าน ผลักให้หยุนเซี่ยงเซี่ยงซึ่งเป็นนางรองเดินไปบนเส้นทางที่ผิด
“หยุนเซี่ยงเซี่ยง ข้ากำลังพูดกับเจ้า ได้ยินหรือไม่?!” ซูจืออวี้ตวาด พลางทำท่าจะก้าวเข้ามา
ยังไม่ทันที่หยุนเซี่ยงเซี่ยงจะเอ่ยปาก ซูอี้หว่านก็คว้าแขนซูจืออวี้ไว้ “จืออวี้ อย่าทำแบบนี้เลย! ข้าไม่โทษเซี่ยงเซี่ยงจริง ๆ ไม่ว่าเซี่ยงเซี่ยงจะชอบอะไร ขอเพียงข้ามี ข้าก็ยกให้นางได้ทั้งนั้น… ปิ่นนั่นก็เหมือนกัน ยกให้เซี่ยงเซี่ยงเถอะ…”
หยุนเซี่ยงเซี่ยงได้สติกลับมา นางหัวเราะเย็นชา ก่อนจะล้วงปิ่นไข่มุกออกจากอกเสื้อ “ซูอี้หว่าน ของชิ้นนี้กลายเป็นของเจ้าไปตั้งแต่เมื่อไรกัน?”
ซูจืออวี้กล่าวอย่างเดือดดาล “ที่เจ้าพูดตอนนี้หมายความว่าอย่างไร? จะกลับคำหรือ? ตอนนั้นเจ้าเต็มใจยกปิ่นให้พี่หญิงเองแท้ ๆ…”
ยังไม่ทันสิ้นเสียงของซูจืออวี้ สีหน้าหยุนเซี่ยงเซี่ยงก็เย็นเยียบขึ้น “พวกเจ้าเคยเคารพความต้องการของข้าบ้างหรือ?”
ซูจืออวี้ชะงักงัน
ริมฝีปากของหยุนเซี่ยงเซี่ยงขยับเล็กน้อย นางหัวเราะเยาะตัวเอง “ความผิดอยู่ที่ข้าเอง ข้าโง่เขลา ไม่เก่งพอ”
ก่อนทะลุมิติเข้ามาในนิยาย นางก็เป็นเช่นนี้เหมือนกัน
พ่อแม่หย่าร้างกัน คนหนึ่งเลือกพี่สาว อีกคนเลือกน้องชาย ไม่มีใครต้องการเด็กธรรมดา ๆ อย่างนาง ที่แม้จะไม่ได้โง่เสียทีเดียว แต่ก็เรียกได้ว่าไม่ฉลาดนัก
“น้องหญิง หมายความว่าตอนนั้นเจ้าไม่ได้เต็มใจยกปิ่นให้ข้าหรือ? แล้วเหตุใดไม่พูดเล่า? ขอเพียงเจ้าบอกว่าไม่เต็มใจ พี่สาวไม่มีทางเอาแน่นอน!”
ซูจืออวี้ได้สติ “ใช่ ปากมีไว้ทำไม? เจ้าไม่พูดเอง ตอนนี้กลับมาโทษคนอื่น ช่างน่าขันจริง ๆ!”
ซูอี้หว่านขมวดคิ้วเรียวงาม สีหน้าชวนให้ผู้คนเวทนา
“น้องหญิง ชาตินี้ข้าได้ให้ตระกูลซูรับเลี้ยงก็นับว่าพอใจมากแล้ว ข้าไม่คิดแย่งชิงสิ่งใดกับเจ้าเลยจริง ๆ ข้าเพียงหวังให้ญาติพี่น้องของข้าปลอดภัยและราบรื่น นั่นคือความปรารถนาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตนี้”
หยุนเซี่ยงเซี่ยงกล่าวด้วยสีหน้าเย็นชา “เก็บท่าทางเสแสร้งของเจ้าไปเสีย ถ้าชอบเป็นถังขยะนัก ก็เป็นให้เต็มที่ ไม่มีใครแย่งหรอก”
แม้ไม่รู้ว่าถังขยะหมายถึงอะไร แต่ซูจืออวี้ก็เดาได้ว่าไม่ใช่คำดี เขาหน้าบึ้ง “หยุนเซี่ยงเซี่ยง…”
ยังไม่ทันพูดจบ หยุนเซี่ยงเซี่ยงก็ขึ้นเสียงกลบเขา “ไสหัวออกไป!”
เมื่อเห็นท่าทางเย็นชาของนาง ความโกรธในใจซูจืออวี้ก็ยิ่งทวีขึ้น
เขาตวาด “หยุนเซี่ยงเซี่ยง คนที่ทำผิดคือเจ้า! โง่เขลาก็แล้วไปเถอะ ตอนนี้ยังฟังภาษาคนไม่รู้เรื่องอีก…”
ยังไม่ทันสิ้นเสียง หยุนเซี่ยงเซี่ยงก็ยื่นมือออกมา ฟาดฉาดลงบนใบหน้าซูจืออวี้อย่างแรง
“คนที่ฟังภาษาคนไม่รู้เรื่องมาตลอดก็คือพวกเจ้านั่นแหละ!” หยุนเซี่ยงเซี่ยงกล่าวเสียงขรึม
“เซี่ยงเซี่ยง…” ซูอี้หว่านเพิ่งได้สติ นางร้องขึ้นอย่างตกใจ “เจ้าตบจืออวี้ได้อย่างไร… ถึงเขาจะเป็นน้องชาย แต่ก็ออกหน้าปกป้องพวกเราสองคนอยู่เสมอ ต่อให้เจ้าอยากระบายอารมณ์ จะตบข้าก็…”
ซูอี้หว่านยังพูดไม่ทันจบ หยุนเซี่ยงเซี่ยงก็ยกมือขึ้น ตบซ้ายตบขวาใส่ใบหน้าของนาง
ซูอี้หว่านนิ่งอึ้งไปทันที บนแก้มขาวผ่องปรากฏรอยฝ่ามือแดงชัดอยู่สองข้าง
“เจ้าพูดเองนะ!”
เพราะออกแรงมากเกินไป ฝ่ามือของหยุนเซี่ยงเซี่ยงจึงชานิด ๆ นางสะบัดมือไปมา
ซูจืออวี้ตกตะลึงจนเบิกตากว้าง
จากนั้นเขาก็กัดฟัน พูดทีละคำ “หยุน! เซี่ยง! เซี่ยง!”
วินาทีถัดมา หยุนเซี่ยงเซี่ยงก็โยนปิ่นไข่มุกในมือใส่หน้าซูจืออวี้
“เดือน 2 ปีที่ 325 แห่งแคว้นจิ่น ตอนกลับเมืองหลวงจากถิ่นบรรพบุรุษ พวกเราผ่านยอดเขาทิงเสวี่ย เจ้าเคราะห์ร้ายประสบภัย ข้าช่วยชีวิตเจ้าไว้ ถือว่าเราหายกัน!”
“ของห่วย ๆ นี่ ข้าไม่เอาแล้ว!”
ซูจืออวี้ชะงักไปก่อน จากนั้นมองปิ่นไข่มุกที่ตกอยู่บนพื้น เขาขมวดคิ้วแน่น “หยุนเซี่ยงเซี่ยง เจ้านี่ช่างยกความดีความชอบให้ตัวเองจริง ๆ เจ้าช่วยชีวิตข้าไว้หรือ? เอาเถอะ จะนับว่าใช่ก็ได้! แต่ตอนนั้นคนที่ฝ่าลมหนาวกับหิมะไปขอความช่วยเหลือแถวนี้คือพี่หญิงของข้า! หลังพี่หญิงกลับมาก็ล้มป่วย ต้องพักฟื้นหลายเดือนกว่าจะหาย!!!”
เมื่อได้ยินคำพูดของซูจืออวี้ ซูอี้หว่านที่กำลังลูบแก้มก็คล้ายจะนึกอะไรขึ้นได้ นางมองไปยังมือของหยุนเซี่ยงเซี่ยงโดยไม่รู้ตัว
เวลานี้เป็นช่วงอากาศอุ่นขึ้นแล้วกลับมาหนาวอีก หลังมือของหยุนเซี่ยงเซี่ยงเต็มไปด้วยแผลแตกจากความหนาว บวมแดงเหมือนหัวไชเท้า ดูหยาบกร้านและไม่น่ามอง
มือคู่นี้ซ้อนทับกับมือที่นางเคยเห็นในวันนั้น
วันนั้น ตอนนางพาชาวบ้านแถวนั้นมาถึง หยุนเซี่ยงเซี่ยงขุดซูจืออวี้ออกจากกองหิมะแล้ว
แก้มของนางถูกความหนาวกัดจนเป็นแผล มือทั้งสองข้างชุ่มเลือด เมื่อเข้าไปใกล้ยังเห็นเนื้อที่ปริแตกออกมา…
เมื่อนึกถึงตรงนี้ ซูอี้หว่านก็รู้สึกต่อต้านในใจ ไม่อยากนึกย้อนไปอีก
ต่อให้หยุนเซี่ยงเซี่ยงพยายามแค่ไหน ก็ไม่มีทางเป็นนางเอกผู้มีโชคชะตาของโลกนี้ได้ เปล่าประโยชน์ทั้งนั้น
“ขอเพียงเซี่ยงเซี่ยงมีความสุขก็—” ซูอี้หว่านยังพูดไม่ทันจบ หยุนเซี่ยงเซี่ยงก็ยกถังไม้ในลานขึ้นมาแล้ว
ได้ยินเสียงซ่า!
น้ำในถังสาดใส่ซูอี้หว่านกับซูจืออวี้จนหมด
ซูอี้หว่านร้องตกใจ ซูจืออวี้รีบก้าวมาขวางนางไว้ จึงเปียกโชกไปทั้งตัว
หยุนเซี่ยงเซี่ยงหัวเราะเย็นชา “ทุกคนก็เพิ่งเกิดมาเป็นคนครั้งแรกทั้งนั้น ข้าย่อมไม่ยอมให้ตัวเองต้องกล้ำกลืนความทุกข์! ต่อไปถ้ายังมาหอนใส่หน้าข้าอีก เจอครั้งไหนก็ตบครั้งนั้น! ข้าอยู่ไม่เป็นสุข พวกเจ้าก็อย่าหวังว่าจะได้อยู่เป็นสุข!”
“หยุนเซี่ยงเซี่ยง!!!” ซูจืออวี้โกรธจนริมฝีปากแดงสั่นระริก เขาก้าวเข้ามาหลายก้าวแล้วยื่นมือคว้านาง
หยุนเซี่ยงเซี่ยงกำลังจะปัดมือซูจืออวี้ออก แต่จู่ ๆ มือใหญ่ที่ข้อนิ้วเด่นชัดข้างหนึ่งก็เข้ามาในสายตา
คว้าข้อมือซูจืออวี้ไว้ได้อย่างแม่นยำ
ทุกคนในลานต่างชะงักไป
เสื้อผ้าป่านหยาบ ๆ ก็ปิดบังความงามจับตาของผู้มาใหม่ไม่ได้ ผมดำสนิทปล่อยสยายลงมา ไม่รู้ว่าดูแลอย่างไรจึงดำขลับเป็นเงางาม
ใบหน้านั้นยิ่งงดงามจนละสายตาไม่ได้
ชวนให้นึกถึงเซียนผู้ถูกเนรเทศลงมาจากสวรรค์ในเรื่องเล่าของนักเล่านิทาน
ทั้งยังคล้ายหยกเนื้อดีที่เนียนใสเปล่งประกาย น่าเสียดายที่เสื้อผ้าป่านหยาบ ๆ ชุดนั้นบดบังความงามของหยกไปเสีย
“สุภาพชนใช้วาจา ไม่ใช้กำลัง” หนานวั่งเยว่เอ่ย ดวงตาสงบนิ่งมองซูจืออวี้ที่ยืนอยู่ตรงข้าม
แม้แต่น้ำเสียงก็ยังไพเราะถึงเพียงนี้
ซูจืออวี้ขมวดคิ้วหล่อเหลา “เจ้าเป็นใคร?”
หนานวั่งเยว่หันไปมองหยุนเซี่ยงเซี่ยงที่ยังไม่ได้สติ “สามีนาง”
หยุนเซี่ยงเซี่ยง “!!!”
เขาเปลี่ยนไปแล้ว! เปลี่ยนไปแล้ว!
นี่คือผลของกู่รักหรือ?
ซูอี้หว่าน “!!!”
ชายผู้นี้คือสามีขอทานที่หยุนเซี่ยงเซี่ยงซื้อมาอย่างนั้นหรือ?!
นางเข้าใจแล้วว่าทำไมหยุนเซี่ยงเซี่ยงถึงทำเรื่องโง่เขลาเช่นนี้ ใบหน้าอย่างนั้น ใครจะต้านทานไหว?
ชั่วขณะหนึ่ง ซูอี้หว่านพลันเกิดความคิดบางอย่างขึ้นมา…
อยากถามเขาว่ายินดีจะไปกับนางหรือไม่!
