เหตุใดสายตาที่ลูกชายมองพวกเขาจึงคล้ายกำลังมองคนแปลกหน้า?
ความเข้าใจนี้ทำให้พวกเขาหวาดหวั่นอย่างยิ่ง
เซิ่งซินเยว่เอ่ยอธิบายอยู่ข้าง ๆ ว่า “คุณอากับคุณน้าคะ ตอนนี้พ่างเซี่ยเป็นเพียงจิตสำนึกหนึ่ง เขาไม่มีความรู้สึกทั้งเจ็ดและความปรารถนาทั้งหก หรือพูดอีกอย่างก็คือ เขาละทิ้งความรู้สึกทั้งเจ็ดและความปรารถนาทั้งหกด้วยตัวเอง รวมถึงความทรงจำบางส่วนด้วย ถึงได้กลายเป็นแบบนี้ค่ะ”
คุณนายพ่างจับใจความสำคัญได้อย่างว่องไว “ละทิ้งความทรงจำหรือ?”
“ทำไมถึงต้องละทิ้งความทรงจำ เขาต้องเจอเรื่องไม่ดีมาบางอย่าง ถึงได้ละทิ้งความทรงจำไปใช่ไหม!”
เซิ่งซินเยว่ทอดสายตามองเธออยู่ครู่หนึ่ง “เรื่องพวกนี้... ฉันคงบอกพวกคุณได้หลังจากผลชันสูตรออกมาแล้วค่ะ”
เห็นคุณนายพ่างกำลังจะร้อนใจ เธอจึงรีบพูดดักไว้ก่อน “ความทรงจำนั้นเป็นสิ่งที่พ่างเซี่ยไม่อยากนึกถึง สำหรับเขาแล้วมันเจ็บปวดอย่างยิ่ง ถ้าฝืนให้เขานึกขึ้นมา มีโอกาสสูงมากที่เขาจะควบคุมตัวเองไม่ได้!”
“ฉันรู้ว่าพวกคุณอาจยังอยากเชื่อวิทยาศาสตร์มากกว่า แต่ฉันก็ยังต้องบอกว่า หากวิญญาณคลุ้มคลั่งขึ้นมา ผลที่ตามมาคงเกินกว่าจะคาดคิดค่ะ”
เชื่อวิทยาศาสตร์หรือ?
จะให้เชื่อวิทยาศาสตร์ได้ยังไงอีก!
ตำรวจหนุ่มที่อยู่ด้านหลังอดบ่นในใจไม่ได้
เห็นผีกับตาตัวเองแล้ว ยังจะพูดเรื่องวิทยาศาสตร์อะไรกันอีก!
แต่ก็ต้องยอมรับว่าคำอธิบายของเซิ่งซินเยว่ช่วยให้พ่อแม่ของพ่างเซี่ยสงบลงได้จริง ๆ
“ได้ ได้ ฉันจะไม่ถามก่อนแล้ว ไม่ถามแล้ว...”
